<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>ประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นแรก</title>
<description>เวปบอร์ดหลวงพ่อทวด สามารถโพสท์เกี่ยวกับหลวงพ่อทวดได้ทุกวัด ทุกรุ่น พระกรุ พระใหม่ เหรียญ รูปหล่อ ทุกพิมพ์</description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/</link>
<lastBuildDate>Sunday 05th of September 2010 02:36:22 PM</lastBuildDate>
<generator>ประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นแรก</generator>
<copyright>Copyright © 2009 luangpohtuad.org</copyright>
<item>
<title>หลวงพ่อทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์49 พิมพ์ใหญ่หลังเตารีด</title>
<description>
หลวงพ่อทวดรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์49 พิมพ์ใหญ่หลังเตารีด
</description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.6.1</link>
<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 12:43:09 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>ประวัติหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่</title>
<description>



ประวัติหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลวงปู่ทิม อิสริโก นามเดิมชื่อ &quot;ทิม งามศรี&quot; เป็นบุตรของนายแจ้า นางอินทร์ เกิดที่บ้านรหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ต.ละหาร (ปัจจุบันเป็น หมู่ 1 ต.หนองบัว) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่ออายุ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดา นำตัวไปฝากไว้กับหลวงพ่อสิงห์ (วัดละหารใหญ่) เล่าเรียนหนังสือทั้งไทยและอักษรขอม ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นขอลาหลวงพ่อสิงห์กลับไปช่วยโยมบิดา มารดา ทำงานบ้าน จนถึงอายุ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเข้าเป็นลูกหมู่ หรือทหารประจำการในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงเทพถึง 4 ปีเศษ จึงได้รับการปลดปล่อยกลับมาอยู่บ้านตามเดิม โยมบิดาจึงได้ขออนุญาตให้ท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลวงปู่ทิม ได้อุปสมบทที่วัดทับมา โดยพระครูขาว เจ้าคณะแขวงเมืองระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสิงห์เป็นกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการเกตุเป็นอนุสาวนาจารย์ โดยทำพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2449 ตรงกับปีมะแม เดือน 6 วันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ ได้รับฉายานามสงฆ์ว่า &quot;อิสริโก&quot; หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนทางปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อสิงห์ อาจารย์ของท่าน และศึกษาวิชาต่างๆ จากตำราคู่วัดละหารใหญ่ (เข้าใจว่าเป็นตำหรับเดิมของหลวงปู่สังข์เฒ่า) จนมีความรู้แตกฉานได้ออกจาริกปฏิบัติธุดงค์กับหลวงพ่อยอด นักปฏิบัติที่เป็นอาจารย์ ออกตังค์ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเจริญสมณธรรม ออกหาความวิเวกสันโดษ ตามอัธยาศัยเป็นเวลา 3 ปี ครั้นเมื่อใกล้เข้าพรรษากลับมาถึงจังหวัดชลบุรีได้จำพรรษาที่วัดนามะตูมถึง 2 พรรษา ได้เที่ยวร่ำเรียนศึกษาวิชาเพิ่มเติม กับพระเกจิอาจารย์หลายรูป ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เก่งกล้าอีกลายคน จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2450 ท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะบูรณซ่อมแซมกุฏิ และถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากหลวงปู่ทิม อิสริโก ได้สร้างอุโบสถเสร็จด้วยบารมีของท่านแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2517 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 95 ปี หลวงปู่ทิมได้วางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ &quot;ภาวนาภิรัติ&quot; และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2518 จากนั้นได้สร้างปละปรับปรุงหอฉัน &quot;อุตตโม&quot; หลวงพ่อทิมมีตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นพระครูภาวนาภิรัติ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า &quot;หลวงปู่ทิมฎ ซึ่งท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน คณะศิษย์จึงได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ และเก้บศพไว้บนศาลาภาวนาภิรัติ โดยขอพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2526 ณ เมรุวัดละหารไร่

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลวงปู่ทิม อิสริโก ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเป็นพระที่ยึดมั่นในพระธรรมและพระวินัยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูปรส กลิ่น เสียง ฉันอาหารเจเป็นประจำ ฉันภัตราหารมื้อเดียวเวลาประมาณ 7.00น. และฉันน้ำชาประมาณ 4 โมงเย็น จะไม่มีการฉันเพลเลย อาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรืออาหารคาวทุกชนิดท่านจะไม่ยอมฉัน แม้แต่น้ำปลา อาหารที่ท่านฉันส่วนใหญ่จะเป็นผัก ถั่ว หรือน้ำพริกกับเกลือป่น ปฏิบัติอย่างนี้เป็นเวลาถึง 50 ปี ร่างกายผิวพรรณของท่านก็ปกติอยู่ตามเดิม พละกำลังของท่านยังดีแะลสมบูรณ์อยู่เช่นเดิม ร่างกายอ้วนท้วนพอสมควร ทั้งนี้คงเป็นเพระบุญบารมีของท่านที่สะสมมา จึงทำให้ท่านเป็นพระที่เคร่งครัด และบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัย ดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง 96 ปี อายุพรรษา 72 พรรษา และได้มรณภาพด้วยโรคชรา หลังจากเข้ารับการรักษาจาก

และวันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี วัดละหารไร่และคณะศิษย์จะร่วมกันจัดงานวันระลึกถึงหลวงปู่ทิม ซึ่งก็มีลูกศิษย์มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ประวัติวัดละหารไร่

ที่ตั้ง วัดละหารไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ประวัติความเป็นมา

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดละหารไร่นี้ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2354 โดยหลวงพ่อสังข์เฒ่า รองเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่สมัยนั้น เห็นว่าพื้นที่ทางฝั่งคลองด้านตรงข้ามทางทิศเหนือของวัดละหารใหญ่มีทำเลดีเหมาะแก่การปลูกพืชผัก จึงได้หักล้างถางพงใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชผัก ขึ้นแรกได้สร้างที่พักร่มเงาไว้เมื่อถึงเวลาเข้าพรรณา ก็จำพรรษาที่วัดละหารใหญ่ ต่อมามีผู้คนไปทำไร่ในแถบใกล้ๆ ที่นั้นมากขึ้น เห็นว่ามีพระสงฆ์อยู่ เมื่อถึงวันพระก็จัดภัตตาหารไปถวายเป็นประจำ ต่อมาได้มีพระภิกษุไปอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างกุฏิวิหาร พระสงฆ์ก็มาจำพรรษาที่นั่น ตั้งชื่อว่า &quot;วัดไร่วารี&quot; ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น &quot;วัดละหารไร่&quot; โดยมีหลวงพ่อสังข์เฒ่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในภายหลังทางวัดละหารไร่ได้มีพระภิกษุแก่อวุโสขึ้นหลวงพ่อสังข์เฒ่าจึ มอบให้ปกครองกันเอง ส่วนตัวท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ (ทราบว่าภายหลังได้รับการนิมนต์จากเจ้าเมืองระยองไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเก๋ง จังหวัดระยอง) มอบหมายให้หลวงพ่อแดง เป็นเจ้าอาวาสแทน เต่มาได้มีเจ้าอาวาสอีกหลายรูปปกครองวัดละหารไร่ คือ หลวงพ่อเกิด หลวงพ่อสิงห์ หลวงพ่อจ๋วม ต่อมาหลวงพ่อจ๋วมได้ลาสิกขาบท ทำให้วัดละหารไร่ขาดพระภิกษุจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ในขณะนั้นหลวงพ่อทิม อิสริโก (งามศรี) ได้เดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี พุทธศาสนิกชนบ้านละหารไร่จึงพร้อมใจกันนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2450 หลวงพ่อทิมจึงได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทำด้วยไม้ ปัจจุบันได้เลื่อนย้ายมาห่างจากที่เดิมประมาณ 20 วา และบูรณะให้อยูในสภาพเดิม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี พ.ศ.2483 หลวงพ่อทิมได้มอบศาลาการเปรียญเป็นสถานที่เปิดสอนนักเรียนเพื่อให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาชาวบ้านเห็นดีด้วยจึงได้ร่วมใจสร้างอาคารเรียนแบบ ป.1 ข. ขึ้นหลังหนึ่ง และเริ่มทำการสอนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2483 โดยมีนายเสียน จันทนี เป็นครูใหญ่

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ.ศ.2514 นายธง สุขเทศน์ และชาวบ้านวัดละหารไร่จึงได้ร่วมใจกันสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ โดยหลวงพ่อทิม มอบเงินให้เป็นทุนขั้นแรก 30,000 บาท ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515 ด้วยบารมีของหลวงพ่อทิม บุโบสถก็สำเร็จภายในเวลาเพียงปีเศษเท่านั้น และได้ขอพระราชทานวิสุงคามเสมาทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อตั้นปี พ.ศ.2517

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี พ.ศ.2478 พระอธิการทิม อิสริโก จึงได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นพระครูชั้นประทวน โดยส่งหมายและตราตั้งไว้ทางเจ้าคณะจังหวัดระยอง แต่หลวงปู่ทิมก็ยังไม่ยอมไปรับ และไม่บอกใคร ทางจังหวัดจึงได้มอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอมามอบให้ที่วัดเอง ท่านจึงได้รับเป็นพระครูทิม อิสริโก และได้รับเป็นพระคู่สวด ปีพ.ศ.2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งพระครูทิม อิสริโก เลื่อนชั้นเป็นพระครูสัญญาบัตร ท่านก็ยังไม่ยอมเอา และไม่บอกให้ญาติโยมได้รู้จนทางเจ้าคณะอำเภอได้มีหนังสือส่งไปยังวัด ไวยาวัจกรได้ทราบและนำเรื่องนี้ปรึกษาชาวบ้านและคณะกรรมการวัดให้ทราบ ตึงอาราธนาหลวงปู่ทิม มารับัญญาบัตรพัดยศ เมือนวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2507

บารมีของหลวงปู่ทิม

คัดลอกจากหนังสือที่ระลึก ฉลองหอฉัน และฉลองอายุครบ 8 รอบ พระครูภาวนาภิรัต (ทิม) วัดละหารไร่ ระยอง 10 มิ.ย.2518

จากบันทึกของนายสาย แก้วสว่าง

บิณฑบาตที่จ.ชลบุรี 

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี อ.บางละมุง ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ ได้มาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวานนี้ผมเห็นหลวงปู่ทิม ไปบิณฑบาตอยู่ที่เมืองชล ผมจำได้เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เพราะจำหลวงปู่ทิมได้ ผมก็ได้แต่นึกและก็ไม่กล้าตอบ แต่นึกว่าหลวงปู่ของเราจะเป็นไปได้หรือ ผมจึงเก็บเอาเนื้อความนี้ไว้แต่ในใจและก็คุยกันเรื่องอื่นต่อไป อยู่มาประมาณอีกสัก 10 กว่าวันก็มีคนเมืองชลมาเล่าให้ผมฟังอีก ก็เหมือนกับทีคนแรกเล่าให้ผมฟังทุกประการ ผมจึงลองถามหลวงตาที่เป็นขรัวรองอยู่ที่วัดดูและเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง ท่านตอบว่า อาตมาก็ไม่ทราบและไม่ได้สังเกตเพราะฉันจังหันต่างกัน แต่ก็ปรากฏท่านทีอาหารแปลกปะปนอยู่เสมอ แต่ก็อาจจะเป็นความจริงเพราะท่านเป็นพระที่สำเร็จญาณชั้นสูงอยู่แล้ว

ยิงไม่ถูก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีชาวบ้านหนองละลอกคนหนึ่งชื่อ นายธง สุขเทศ หรือชาวบ้านละแวกนั้นมักเรียกว่า ปลัดธง บ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านผมเท่าไรนัก หลังจากที่ผมกลับจากทำงานก็อาบน้ำจวนจะทานอาหาร เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ปลัดผู้นี้ก็เริ่มจะทานอาหารเหมือนกัน หยิบจานอาหารมาวางและมีลูกสาวอยู่ใกล้ๆ ผมก็กำลังทานอาหารอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงปืนระเบิดขึ้น 2 จังหวะ 4 นัด แล้ว 3 นัดติดต่อกัน ปรากฏภายหลังว่าผู้ยิงพาดปืนกับขอบสังกะสีรั้วบ้านระยะประมาณ 4 เมตร แต่กระสุนมิได้ถูกนายธงเลย มีกระสุนไปถูกขาตั้งรถจักรยานทำให้สะเก็ดบินไปโดนเด็กลูกสาวที่ขาบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะอภินิหารเหรีญหลวงปู่ทิมรุ่นแรกซึ่งนายธงแขวนคออยู่เพียงเหรียญเดียว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ยิงใช้ปืนคาบิ้น 2 กระบอกเพราะเก็บปลอกกระสุนได้แน่ชัด

ยิงไม่เข้า

มีคนเดินทางมาจากเมืองชลเล่าให้ผมฟังว่าเพื่อนของเขาถูกยิงตอนเวลาหลังอาหารด้วววยปืนลูกซองถึง 9 นัด เสื้อขาดทะลุถึงผิวหนังไหม้เกรียมแต่ไม่เข้า ทั้งนี้ก็เพราะเขาได้ปลักขิกหลวงปู่ทิมกับลูกอมมาแขวนไว้เพียงไม่กี่วัน และเรื่องเท่าที่ผมเห็นมาเกี่ยวกับปลักขิกก็คือหลานของผมถูกสุนัขกัดจนเสื้อออกางเกงขาดเป็นริ้วรอย ถึงกับล้มลงนอนร้องไห้ เมื่อผมวิ่งไปช่วยปรากฏว่าไม่มีรอยเขี้ยวสุนัขเลย เด็กคนนั้นมีแต่เพียงปลักขิกของหลวงปู่ทิมแขวนอยู่ที่เอว 1 อันเท่านั้น

น้ำมนต์เดือด

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อราว พ.ศ.2511 ที่วัดตะพงนอก อ.เมือง จ.ระยอง ได้มีพิธีปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังหลวงพ่อจันทร์ เจ้าอาวาสวัดตะพงนอก ในพิธีนี้ได้นิมนต์เกจิอาจารย์มาหลายรูปด้วยกัน และหลวงปู่ทิมก็ได้รับนิมนต์ด้วย หลังจากเริ่มพิธีปลุกเสก หลวงพ่อต่างๆ ก็ได้ทำการปลุกเสก และในพิธีนี้ อาจารย์รัตน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดได้นำโอ่งใส่น้ำมนต์มาตั้งไว้ และนิมนต์หลวงปู่ทิมทำการปลุกเสกน้ำมนต์องค์เดียวท่ามกลางพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ปรากฏว่าน้ำมนต์ที่อยู่ในโอ่งใหญ่ครึ่งโอ่งพอหลวงปู่ลงมือปลุกเสกน้ำได้เดือดและค่อยๆ ทวีความสูงขึ้นท่ามกลางความอัศสสจรรย์ของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอ่างมาก ปรากฏว่าหลวงจากพิธีแล้ว น้ำมนต์ได้ถูกชาวบ้านแย่งเอาไปจนหมดสิ้น

แคล้วคลาด

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจำลองแห่งร้านทวีทรัพย์ ได้ชวนนายเพียรวิทย์ จารุสถิติ นายนิวัฒน์ ร้านรุ่งเรืองมิตร ได้ไปหาหลวงปู่ทิมเพื่อนมัสการท่าน ขากลับได้บูชาเหรียญ รูปถ่ายและปลักขิก กลับมาได้ครึ่งทางนายนิวัฒน์จึงชวนนายจำลองเพื่อขอลองของ ทั้ง 3 ก็ได้ทำการทดลองโดยทั้ง 3 นำเอาเครื่องรางดังกล่าวอาราธนาแล้วแขวนกิ่งต้นไม้ นายจำลองได้ใช้ปืน .22 ยิงในระยะห่างกันประมาณ 1 คืบ ปรากฏว่ายิงไม่ถูก นายนิวัฒน์จึงขอยิงบ้าง จ่อยิงปรากฏว่าไม่ถูกอีกเช่นกัน ทั้งคู่บอกว่าถ้าระยะนี้ยิงไม่ถูกก็ไม่ต้องใช้ปืนแล้ว เพราะทั้งคู่เป็นผู้ที่สนใจปืนอยู่แล้ว

ถ่ายรูปหลวงปู่ไม่ติดถ้าไม่ขออนุญาต

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อคราวปลุกเสกของที่วัดพลา จังหวัดระยอง หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปนั่งปลุกเสกด้วย มีช่าวภาพหนังสือพิมพ์ไปถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาตจากหลวงปู่ก่อนปรากฏว่า กดชัตเตอร์เท่าไรๆ ชัตเตอร์ก็ไม่ทำงาน แต่พอนึกได้เข้าไปขออนุญาตก็ติดและได้ภาพที่ชัดเจนดี

เสกตะกรุดใต้น้ำ

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณป้าอยู่ งามศรี บ้านอยู่ใกล้ๆ วัดละหารไร่และเป็นหลานของหลวงปู่ทิมได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยหลวงปู่ทิมอายุประมาณ 60-70 ปี เวลาท่านทำตะกรุดท่านจะลงไปทำใต้น้ำโดยถือตะกรุดแล้วเดินลุยน้ำลงไปจากศาลาหน้าวัด มีผู้เห็นกันหลายคน เมื่อหลวงปู่ทิมทำตะกรุดเสร็จเดินลุยน้ำขึ้นมาทุกคนประหลาดใจ เพราะเนื้อตัวและจีวรของหลวงปู่ทิมหาได้เปียกน้ำไม่

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสกตะกรุดลอย

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านอาจารย์รัตน์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยองเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ทิมเป็นพระที่มีพลังจิตกล้าแข็งมากสามารถเสกจนตะกรุดลอยได้ ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งได้นิมมนต์พระอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดระยองมา 4 รูปด้วยกัน มีหลวงพ่อหอม หลวงพ่ออ่ำ หลวงพ่อชื่น และหลวงปู่ทิม ให้หลวงพ่อที่มาทั้ง 4 รูปนำตะกรุดสาริกามาด้วย แล้วนำลงใส่บาตรให้หลวงพ่อทั้ง 4 องค์นั่งล้อมรอบบาตร และขอให้ท่านทุกองค์เรียกตะกรุดให้ลอยขึ้นจากบาตร หลวงพ่อหอม เป็นผู้เรียกก่อนโดยนั่งบริกรรมอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมา จากนั้นหลวงพ่ออ่ำ และหลวงพ่อชื่อก็ได้นั่งบริกรรมทำนองเดียวกัน ตะกรุดก็ไม่ยอมลอยขึ้น จนถึงองค์สุดท้ายคือหลวงปู่ทิม ท่านนั่งบริกรรมอยู่สักครู่ก็ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมาจากก้นบาตร หลวงพ่อหอมและเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอกเห็นเช่นนั้นก็ตกใจแลบอกว่า ขอให้ช่วยทำให้วิ่งรอบบาตรด้วย หลวงปู่ทิมก็นั่งหลับตาภาวนา ตะกรุดก็วิ่งอยู่รอบๆ บาตรท่ามกลางความตื่นตะลึงของพระสงฆ์ทุกองค์ และเรื่องนี้ได้เป็นที่โจษขานกันทั่วไปในจังหวัดระยอง

อำนาจจิตอันกล้าแข็งของหลวงปู่ทิม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้แต่เครื่องปั่นไฟท่านก็สามารถบังคับให้หยุดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดละหารไร่มีลิเกมาเล่น พอลิเกกำลังจะออกแขกก็ปรากฏว่าไฟฟ้าดับพรึบลง พอแขกเข้าโรงไฟฟ้าก็สว่างขึ้นเป็นอย่างนี้ถึง 3ครั้ง จนต้องมีคนเตือนคณะลิเกให้ไปขออนุญาตหลวงปู่ทิมเสียก่อน เมื่อไปขออนุญาตแล้วก็ปรากฏว่าไฟฟ้าที่เคยปิดๆ ดับๆ ก็ติดสว่างตลอดทั้งคืน

หลวงปู่ทิมเป็นพระที่สร้างของยาก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้ไปขอสร้างของเสมอ แต่ถูกปฏิเสธไปเกือบทุกราย ท่านบอกว่าท่านไม่เก่ง แต่นับเป็นการประหลาดมากเมื่อครั้งที่คุณชินพร สุขสถิตย์ บรรณาธิการหนังสืออภินิหารและพระเครื่องไปกราบนมัสการและขออนุญาตท่านสร้างพระเครื่องเพื่อหารายได้สร้างศาลาการเปรียญท่านอนุญาตให้โดยดี ทั้งๆ ที่ตัวผู้ขอสร้างเองยังหนักใจเรื่องทุนที่จะนำมาลงทุนสร้างซึ่งต้องใช้เงินหลายแสนเพราะมีการหล่อพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พราะสังกัจจัยและพระปิดตาถึง 4 รายการด้วยกัน แต่หลวงปู่ทิม ท่านบอกว่า &quot;ทำไปเถิดและจะสำเร็จเอง&quot; ถึงปรากฏเป็นเรื่องจริงขึ้น บรรดาทุนรอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะต้องจ่ายให้ช่างหล่อกันก็มีลู่ทางและได้มาอย่างไม่น่าเชื่อในการสร้างพระเครื่องครั้งนี้ หลวงปู่ทิมท่านพูดว่า &quot;เป็นการสร้างของลูกศิษย์แท้ๆ และเงินทองจะไหลมาเทมา&quot; หลวงปู่ทิมจึงอนุญาตให้คุณชินพรและคุณอารมย์ ทับสุวรรณ ครอบครูเป็นศิษย์ของท่านได้ทั้งๆ การจะครอบครูเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงปู่ทิมนั้นนับว่ายากมาก ศิษย์ที่จะได้รับครอบครูต้องปรนนิบัติรับใช้เป็นเวลาหลายๆ ปีจึงจะครอบครูให้

 เรื่องจากคุณธงชัย อุดมความสุข

ตะกรุด 3 กษัตริย์

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นยอดตะกรุดมหานิทรา ยิงไม่ออก ถ้านำไปแขวนไว้ที่เสาหมอจะสะกดคนในบ้านให้หลับไหลหมด ขึ้นหยิบทรัพย์สินได้และดูเหมือนจะประสบกับโยมวัดผู้หนึ่ง เสียของเกือบหมดบ้านเพราะนอนไมรู้สึกตัวเลย เนื่องจากเอาตะกรุด 3 กษัตริย์ไปแขนไว้ที่เสาหมอกลางบ้าน หลวงปู่ทิมทราบเรื่องจึงไม่คิดจะทำอีก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่านางเอี้ยน เกสารัตน์ เสมียนประจำสำนักงานสหกรณ์ระยองไปขอตะกรุด 3 กษัตริย์จากหลวงปู่ทิม พอได้มาก็เอากลัดไว้กับเสื้ออย่างมั่นคง พอลากลับหลวงปู่ทิมถามว่าตะกรุดยังอยู่ดีหรือ? นางเอี้ยนก็ตอบว่าอยู่ค่ะ หลวงปู่หัวเราะแบมือให้ดู ปรากฏว่าตะกรุดอยู่ในมือหลวงปู่ทิม นายเอี้ยนหันมาดูที่เสื้อไม่พบตะกรุดก็ตกใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าหลวงปู่ทิมทราบดีว่านางเอี้ยนไม่ค่อยเชื่อถือท่านเท่าใดนัก จึงลองให้ดู ตะกรุด 3 กษัตริย์ของท่านนี้เล่ากันว่าเอาปืนยิงใส่บ้านยังไม่ออกเลย ไปยิงลิงยิงค่างถ้าเอาตะกรุดไปด้วยก็จะทำให้ยิงไม่ออกเช่นกัน

เรื่องจากคุณชินพร สุขสถิตย์

ปลาของหลวงปู่ทิม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่างมงคล นาคแทน ผู้รับเหมาสร้างโบสถ์และศาลาการเปรียญได้เล่าให้ผมฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งคุณมงคลได้มาที่วัดเพื่อควบคุมงานก่อสร้าง หลวงปู่ได้เรียกเข้าไปหาและสั่งว่าได้ขอร้องไม่ให้ลูกน้องไปยุ่งเกี่ยวกับปลาในสระแล้วทำไมลูกน้องจึงเข้าไปยุ่งอีก ขอให้ช่วยไปตักเตือนสั่งสอนด้วย คุณมงคลได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เพราะหลวงปู่ได้สั่งไว้หลายหนแล้วว่าให้กำชับคนงานอย่าให้ไปยุ่งกับปลาในสระน้ำ คุณมงคลจึงกลับไปที่พักคนงานและเรียกลูกน้องมาด่าทุกคน แล้วถามว่าใครไปจับปลาของหลวงปู่ ซึ่งทุกคนปฏิเสธ คุณมงคลจึงไปหาหลวงปู่อีกและออกรับแทนลูกน้องว่า ไมมีลูกน้องคนใดไปยุ่งเกี่ยวกับปลาของหลวงปู่เลย หลวงปู่ทิมจึงว่า &quot;ไอ้คนดำมืดยังไง&quot; คุณมงคลก็กลับไปใหม่ และไปเรียกนายดำซึ่งมีผิวกายดำมะเมื่อมอยู่คนเดียวมา และบอกว่า &quot;หลวงปู่บอกว่าลื้อไปจับปลาของท่านมาจริงหรือเปล่า&quot; นายดำได้ยินก็ตกใจพูดกับช่างมงคลว่า &quot;ท่านรู้ได้อย่างไรก็ผมไปแอบจับตอนตี 1 แล้วนี่ครับ

เกี่ยวกับปลานี้

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณเพรียรวิทย์ จารุสถิติศิษย์ก้นกุฏิของท่านเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันดีคืนดี หลวงปู่จะเดินลุยน้ำลงไปในสระ คลี่ชายจีวรออก จับกางสองมือแล้วช้อนปลาเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง มีปลาเข้ามาขังอยู่ที่ชายจีวรแน่นไปหมด คุณเพียรวิทย์บอกว่าหลวงปู่ใช้มนต์จินดามณีเรียกปลามาหา

เรื่องจากคุณ พ.เด็กวัด..หลวงปู่ทิมของผม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมัยที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม ท่านกำหนดจิตยกมือพนมเหนืออก ข้อศอกคู้แนบติดกับลำตัวย่างเท้าก้าวเดินอยางช้าๆ กำหนดเดินไปข้างหน้าเก้าสิบเก้าก้าว และกันหลังกลับถอยไปอีกเก้าสิบเก้าก้าว บริเวณที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม บริเวณที่เดินจงกรมนี้ต้นหญ้าไม่กล้างอกขึ้นมา แต่แปลกที่สุด ไม่ว่าพวกมดหรือสัตว์สี่เท้าใดๆ ไม่กล้าเดินผ่านบริเวณนั้น จะต้องเดินอ้อมพ้นเขตบริเวณจงกรม

คาถาของหลวงปู่ทิม

&quot;มะอะอุ ทุกขัง อนิจัง อนัตตา พุทโธ พุทโธ&quot;หลวงปู่ทิมท่านว่าเป็นคาถาที่ดีและก็สั้น และพุทธคุณของคาถาบทนี้ก็สูงมากอยู่ที่คนปฏิบัติ ท่านยังกรุณาเล่าให้ฟังว่า มีใครคนหนึ่งที่อยู่ตลาดมาปรับทุกข์ให้ท่านฟังว่า ขายของก็ไม่ดีทะเลาะกับเมีอยู่ที่บ้านแทบทุกวัน ญาติพี่น้องต่างเกลียดชัง อยากจะขอคาถาให้เขารัก หลวงปู่จึงให้คาถาบทนี้ไป ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ชายผู้นั้นมีความสุขแล้ว จะไปไหนเมียก็ตามไปด้วย ญาติพี่น้องก็รักใครกันดี ผู้เขียนจึงมั่นใจว่าพุทธานุภาพในคาถาบทนี้จะประสบผลสำหรับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าผู้ใดได้รับคาถานี้ไป ขอให้นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณหลวงปู่ทิมเป็นที่ตั้งทุกอย่างก็จะอำนวยโชคพอสมควรกับบุญกรรมของบุคคลนั้น

พัดโบกหลวงปู่ทิม

ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2517 ได้เกิดน้ำป่าไหลท่วมบริเวณวัด ขณะนั้นหลวงปู่ทิมนั่งฟังเสียงน้ำหลากอยู่หน้าห้องของท่านพลันลุกขึ้นเข้าห้องหยิบผ้ายันต์ผืนสี่เหลี่ยม ถือเดินออกไปยังหอฉันเก่า ซึ่งผู้เขียนเกรงว่าจะถูกน้ำพัดพาไปด้วย หลวงปู่ท่านยืนเสกผ้าผืนนั้นซักอึดใจหนึ่งท่านก็โยดผ้าผืนนั้นลงไปตามกระแสน้ำ ผ้าผืนนั้นก็ลอยไปตามน้ำอย่างรวดเร็วท่ามกล่างคนงานที่ได้ช่วยกันเก็บเครื่องครัวอยู่บนวัดโดยไม่ทราบว่าหลวงปู่ได้ทำอะไร สักครู่หนึ่งทุกคนต่างตะลึงได้เห็นผ้าผื้นนั้นไหลทวนน้ำขึ้นมาหาหลวงปู่โดยหอบเอาอะไรมาสิ่งหนึ่ง หลวงปู่ได้หยิบผ้าผืนนั้น ปรากฏมีลูกไก่เล็กๆ สีขาวคู่หนึ่งอยู่ในอุ้งมือ ท่านเอามือลูบไล้ไปที่ลูกไก่สีขาวคู่นี้ด้วยความปราณีอย่าง
</description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.5.1</link>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2009 09:43:35 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>วัดห้วยมงคล หรือวัด ห้วยคต ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่</title>
<description>วัดห้วยมงคลวัดห้วยมงคล เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือน หลวงพ่อทวด องค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เดิมใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;วัดห้วยคต&amp;rdquo; ตั้งอยู่ที่ในชุมชนบ้านห้วยคต ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่จากห้วยคต เป็น &quot;ห้วยมงคล &quot; มาจนถึงปัจจุบันนี้เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้วที่หมู่บ้านห้วยมงคล เป็นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเยี่ยมประชาชนด้วยโครงการต่างๆที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพสกนิกรให้มีฐานะดีขึ้น ประชาชนมีสุขกันทั่วหน้าและโครงการต่างๆ ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เพราะมีส่วนราชการให้การดูแล รวมทั้งทรงอุปถัมภ์วัดห้วยมงคลไว้ให้เป็นที่พึ่งทางใจสำหรับชาวบ้านต่อมาพระครูปภัสรวรพินิจ หรือพระอาจารย์ไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคลองค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระนักพั��'นาที่มีศีลจารวัตที่ดีงามเป็นที่เคารพของคนในชุมชนบ้านห้วยมงคล และพลเอกวิเศษ คงอุทัยกุล รองสมุหราชองครักษ์ ได้มีดำริที่จะสร้าง หลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ รวมทั้งเผยแพร่และสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกทั้งให้เป็นที่เคารพสักการบูชาและเป็นที่พึ่งทางใจของเหล่าพุทธศาสนิกชน 

ด้วยเรื่องราวปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) ที่พุทธศาสนิกชนในภาคใต้ให้ความเคารพเลื่อมใสมาเป็นเวลานาน และรู้จักกันเป็นอย่างดี จึงก่อเกิดการร่วมมือร่วมใจจากหลายองค์กรทั้งทางภาครัฐและเอกชนในการสร้างประติมากรรมองค์จำลองหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยกาลนี้สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เททองหล่อองค์หลวงพ่อทวด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 และพระราชทานพระราชานุญาตให้คณะกรรมการจัดสร้างอันเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าองค์รูปหล่อองค์หลวงพ่อทวด 




บัดนี้รูปหล่อหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งหล่อด้วยโลหะผสม หน้าตักกว้าง 9.9 เมตร สูง 11.5 เมตร บนฐานสูง 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 70 เมตร ยาว 70 เมตร ได้จัดสร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย พร้อมที่จะให้พุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศได้เดินทางมานมัสการกราบไหว้ เคารพสักการะ ด้วยเส้นทางที่สะดวกต่อการคมนาคม 




นอกจากนี้ที่วัดห้วยมงคลแห่งนี้ยังมีหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแกละสลักจากได้ตะเคียนทองขนาดใหญ่อายุกว่าพันปี ที่ฝังอยู่ในทรายใต้แม่น้ำยม จังหวัดแพร่ลึกกว่า 10 เมตร ชาวบ้านเชื่อกันว่าต้นไม้ที่มีแก่นสูง 1 คืบขึ้นไปจะมีรุกขเทวดาสถิตอยู่เพื่อดูแลปกป้องคุ้มครองคนที่มาสักการบูชา เมื่อนำต้นตะเคียนทองมาทำรูปเคารพ เช่นแกะเป็นหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดจึงมีอนุภาพและความศักดิ์สิทธิ์เป็นทวีสิทธิ์ ดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ </description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.4.1</link>
<pubDate>Sun, 20 Sep 2009 02:26:19 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>หลวงพ่อทวด สก. ปี2544 วัดห้วยมงคล หัวหิน</title>
<description>หลวงพ่อทวด สก. ปี2544 วัดห้วยมงคล หัวหิน

พระสองสมเด็จ เนื้อว่านขาวผสมผงสมเด็จบางขุนพรหม ปี2500 วัดห้วยมงคล หัวหิน จัดสร้างโดย พันเอกวิเศษ

หลวงปู่ทวด รุ่น ส.ก. ผสมผงสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์พิมพ์เหลี่ยมโครงการจัดสร้าง พระหลวงปู่ทวด พระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ขนาด 9.9 เมตร น้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วัดห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลวงปู่ทวด รุ่น สก. ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ 3 วาระ ครั้งที่ 1 พิธีมังคลาภิเษกมวลสาร ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว ) ครั้งที่ 2 พิธีพุทธาภิเษก ณ อุโบสถวัดช้างให้ ครั้งที่ 3 พิธีมหามังคลาภิเษก ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ( วัดพระแก้ว )หลวงปู่ทวด ส.ก.เนื้อขาวรุ่นแรก พ.ศ.2544 พิมพ์สามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม ผสมผงสมเด็จบางขุนพรหมปี 2500 ซึ่งผงนี้ที่ได้มาจากการเปิดกรุพระสมเด็จ บางขุนพรหม เมื่อปี ๒๕๐๐ ซึ่งได้พบพระสมเด็จเป็นจำนวนมากมีทั้งองค์สมบูรณ์และแตกหัก และที่พื้นก้นกรุนั้นมีก้อนมวลสารเนื้อของสมเด็จบางขุนพรหมที่ใช้รองก้นกรุอยู่จำนวนมาก รวมทั้งพระที่แตกหัก ชำรุด และอมน้ำที่ท่วมกรุ ด้วยความร้อนและความชื้น ทำให้เนื้อผงนี้จับกันเป็นก้อน และเกิดปฏิกิริยามีคราบกรุจับ เช่นเดียวกับพระสมเด็จบางขุนพรหมทุกประการ ในครั้งนั้นก้อนมวลสารเนื้อเหล่านี้ได้ถูกนำขึ้นมาจากกรุด้วย จึงได้มีการแบ่งกันไปในหมู่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเปิดกรุ ซึ่งนาย หลา ไชยกุลวงศ์สันต์ ก็ได้ไว้จำนวนมาก และเก็บรักษาไว้ และมีจิตศรัทธา นำมามอบให้กับ ท่านพลเอกวิเศษ คงอุทัยกุล เพื่อเป็นส่วนผสมในการสร้างพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พระนามาภิไธย ส.ก. อันเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระราชินีและพิธีปลุกเสกที่วัดช้างให้ วัดพระเเก้ว นอกจากนี้ยังได้นำเข้าร่วมพิธีครั้งสำคัญอีกหลายครั้ง และ ล.พ.ทอง วัดสำเภาเชย จ.ปัตตานี ได้ปลุกเสกเดี่ยวให้อีกเป็นกรณีพิเศษ ข้างหลังมีตราพระนามาภิไธย ส.ก. สร้างจำนวนทั้งสิ้น ๙,๙๙๙ องค์เท่านั้นการขอบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทวด จุดธูป 16 ดอก บูชาวัตถุมงคลของท่านรุ่นใดก็ได้ หรือ ระลึกถึงท่าน ตั้งจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่และศรัทธา ท่อง 

&quot; นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา &quot; 16 จบ </description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.3.1</link>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2009 12:56:53 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นแรก</title>
<description>เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นแรก</description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.2.1</link>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2009 12:53:23 +0700</pubDate>
</item>
<item>
<title>ประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้</title>
<description>ประวัติหลวงพ่อทวด


เป็นที่ล่ำลือกันมาหลายร้อยปีว่า ในดินแดนทาง ภาคใต้มีพระภิกษุ ชั้นสมเด็จใหญ่อยู่ 4 องค์ - สมเด็จเจ้าเกาะยอ - สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่ - สมเด็จเจ้าจอมทอง - สมเด็จเจ้าพะโคะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อไปนี้เป็นประวัติโดยพิศดารของ หลวงพ่อทวด(สมเด็จพะโคะ) 
คัดลอกจากประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้&amp;nbsp; เพื่อร่วมประกาศ ชื่อเสียงพระเดช พระคุณท่านสมเด็จเจ้า&amp;nbsp; พะโคะและเล่าขานตำนานศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อทวดต่อไป ตามตำนาน กล่าวไว้ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะองค์นี้ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น &quot;พระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารย์&quot; จากสมเด็จพระมหาธรรมราชา สมัยพระองค์ ครองกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีและกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ชาตะ วันศุกร์ เดือน4 ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ.&amp;nbsp;2125 บิดาชื่อตาหู มารดาชื่อ นางจันทร์ มีอายุมากแล้วจึงคลอดบุตรเป็น ชายชื่อเจ้าปู่ และได้คลอดบุตรคน นี้ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ในเวลานี้) ตาหู นางจันทร์ เป็นคนยากจน ได้อาศัยอยู่กับ คหบดีผู้หนึ่งซึ่ง ไม่ปรากฏนาม สองสามีภรรยาเป็นผู้ตั้งมั่น อยู่ในศีลธรรม เมื่อนางจันทร์ออกจากการอยู่ไฟ เนื่องจากการคลอดบุตรแล้ว วันหนึ่งนางจันทร์ ได้อุ้มลูกน้อย พร้อมด้วยสามีออกไปทุ่งนา เพื่อช่วยเก็บข้าว ให้แก่เจ้าของบ้านที่พลอยอาศัย ครั้นถึงทุ่งนาได้เอา ผ้าผูกกับต้นเหม้าและต้นหว้า ซึ่งขึ้นอยู่ใกล้กันให้ลูกนอน แล้วพากันลงนาเก็บเกี่ยวข้าวต่อไป
ขณะที่สองผัวเมียกำลังเก็บเกี่ยวข้าวอยู่นั้น นางจันทร์ได้เป็น ห่วงลูกและได้เหลียวมามองที่เปล ปรากฎว่ามีงูบองตัวโตกว่าปกติ ได้ขดตัวรวบรัด เปลที่เจ้าปู่นอน สองสามีภรรยาตกใจร้องหวีดโวย วายขึ้นเพื่อนชาวนาที่เกี่ยว ข้าวอยู่ใกล้เคียงก็รีบพากันวิ่งมาดู แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถ ช่วยอะไร ได้งูใหญ่ตัวนั้น เห็นคนเข้าใกล้ก็ชูศรีษะสูงขึ้น ส่งเสียงขู่คำรามดัง อย่างน่ากลัวจึงไม่มีใคร กล้าเข้าไปใกล้เปลนั้นเลย ฝ่ายนายหู นางจันทร์ผู้ตั้งมั่นอยู่ใน บุญกุศลยืนนิ่งพินิจพิจารณาอยู่ ปรากฏว่างูใหญ่ตัวนั้นมิ ได้ทำอันตราย แก่บุตรน้อยของตนเลย จึงเกิดความสงสัยว่างูบอง ใหญ่ตัวนี้น่าจะเกิดจาก เทพนิมิตรบันดาล คิดดังนั้นแล้วก็พากันหาดอก ไม้และเก็บรวงข้าว เผาเป็นข้าวตอกนำ มาบูชาและกราบ ไหว้งูใหญ่ พร้อมด้วยกล่าวคำ สัตย์อธิษฐานขอให้ลูกน้อยปลอดภัย ในชั่วครู่นั้นงูใหญ่ก็คลาย ขนดลำตัวออกจาก เปลอันตรธานหายไปทันที นายหูนางจันทร์และเพื่อน พากันเข้าไปดูทารกที่ เปลปรากฏว่าเจ้าปู่ยังนอนหลับ เป็นปกติอยู่ แต่มีแก้วดวงหนึ่ง วางอยู่ที่คอในที่ลุ่ม ใต้ลูกกระเดือกแก้วดวง นั้นม ีสีแสงรุ่งเรือง เป็นรัศมีหลากสี สองสามีภรรยาจึง เก็บรักษาไว้ คหบดีเจ้าของบ้าน ทราบความจึงขอแก้ว ดวงนั้นไว้เป็น กรรมสิทธิ์ตาหูนางจันทร์ก็จำใจ มอบให้ คหบดีผู้นั้นเมื่อ ได้แก้วพญางูมา ไว้เป็นสมบัติของ ตนแล้วต่อมา ไม่นานก็เกิดวิปริต ให้ความเจ็บไข้ได้ ทุกข์แก่คหบดีจน ไม่มีทางแก้ไขได้ จนถึงที่สุดคหบดีเจ้าบ้านจึงคิด ว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้คง เป็นเพราะ ยึดดวงแก้วพญางูนั้นไว้จึงให้โทษ และเกรงเหตุร้ายจะลุกลามยิ่ง ๆ ขึ้น จึงตัดสินใจ คืนแก้วดวงนั้นให้สอง สามีภรรยากลับคืนไป ต่อมาภายในบ้าน และครอบ ครัวของคหบดีผู้นั้นก็ ได้อยู่เย็นเป็นสุขตามปกติ 
ขณะที่นายหูนางจันทร์ ได้ครอบครอง แก้ววิเศษอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าของบ้าน ก็มีความเมตตา สงสารไม่ใช้งาน หนัก การทำมาหาเลี้ยงชีพ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นลำดับอยู่สุขสบาย ตลอดมา เมื่อกาลล่วงมานาน จนเจ้าปู่อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้นำไปถวายสมภารจวง ให้เรียนหนังสือ ณ วัดดีหลวง เด็กชายปู่ศึกษาเล่าเรียน มีความเฉลียวฉลาด ยิ่งกว่าเพื่อนคนใด ๆ เมื่อเด็กชายปู่มีอายุ 15 ปี สมภารจวงผู้เป็นอาจารย์ได้บวช ให้เป็นสามเณร ต่อมาท่านอาจารย์ได้นำ ไปฝากท่าน พระครูสัทธรรมรังสีให้ เรียนหนังสือมูล กัจจายน์ ณ วัดสีหยัง (วัดสีคูยัง อ.ระโนด เวลานี้) สามเณรปู่เรียนมูลกัจจายน์อยู่กับท่าน พระครูสัทธรรมรังสี ซึ่งคณะสงฆ์ส่งท่านมา จากกรุงศรีอยุธยา ให้เป็นครูสอนวิชามูล ฯ ทางหัวเมืองฝ่ายใต้ ในสมัย นั้นมีพระภิกษุสามเณร ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมาก สามเณรปู่มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดส่อ นิสัยปราชญ์มาแต่กำเนิด ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชามูล ฯ อยู่ไม่นานก็สำเร็จ เป็นที่ชื่นชม ของอาจารย์เป็นอย่างมาก เมื่อสามเณร ปู่เรียนจบวิชามูล ฯ แล้วได้กราบ ลาพระอาจารย์ไปเรียนต่อ ยังสำนัก พระครูกาเดิม ณ วัดสีเมือง เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อครบอายุบวช พระครูกาเดิมผู้เป็น อาจารย์จัดการ อุปสมบทให้เป็น ภิกษุในพุทธศาสนา ทำญัติอุปสมบทให้ฉายาว่า &quot;สามีราโม&quot; ณ สถานที่คลองแห่งหนึ่งโดยเอาเรือ ๔ ลำ มาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ ต่อมาคลองแห่งนั้น มีชื่อเรียกกันว่าคลอง ท่าแพจนบัดนี้ พระภิกษุปู่เรียนธรรม อยู่สำนัก พระครูกาเดิม ๓ ปี ก็เรียนจบชั้นธรรมบท บริบูรณ์พระภิกษุปู่ได้กราบ ลาพระครูกาเดิมจาก วัดสีมาเมืองกลับ ภูมิลำเนาเดิม ต่อมาได้ขอโดยสาร เรือสำเภาของ นายอินทร์ลงเรือ ที่ท่าเมืองจะทิ้งพระจะ ไปกรุงศรีอยุธยา พระนคร หลวงเพื่อศึกษาเล่าเรียน ธรรมเพิ่มเติมอีก เรือสำเภาใช้ใบแล่น ถึงเมือง นครศรีธรรมราช นายอินทร์เจ้าของเรือ ได้นิมนต์ขึ้นบก ไปนมัสการพระบรมธาตุตาม ประเพณีชาวเรือเดิน ทางไกลซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ๆ เพื่อขอความสวัสดีต่อการเดินทาง ทาทะเล แล้วพากัน ลงเรือสำเภา ที่คลองท่าแพ เรือสำเภา ใช้ใบสู่ทะเลหลวง เรียบร้อยตลอดมา เป็นระยะทาง ๓ วัน ๓ คืน วัน หนึ่งท้องทะเลฟ้าวิปริตเกิดพายุ ฝนตกมืดฟ้ามัวดินคลื่น คนองเป็นคลั่งเรือจะ แล่นต่อไปไม่ได้จึงลดใบ ทอดสมอสู้คลื่นลมอยู่ถึง&amp;nbsp;3 วัน&amp;nbsp;3 คืน จนพายุสงบเงียบ ลงเป็นปกติ แต่เหตุการ บนเรือสำเภาเกิดความ เดือดร้อนมาก เพราะน้ำจืดที่ลำเลียงมาหมดลง คนเรือไม่มีน้ำจืดดื่มและหุง ต้มอาหารนายอินทร์เจ้า ของเรือ เป็นเดือดเป็นแค้น ในเหตุการณ์ครั้งนั้น หาว่าเป็นเพราะ พระภิกษุปู่พลอยอาศัย มาจึงทำให้เกิดเหตุร้าย ซึ่งตน ไม่เคยประสบเช่นนี้มา แต่ก่อนเลย ผู้บันดาลโทสะ ย่อมไม่รู้จักผิดชอบฉันใด นายเรือคนนี้ก็ฉันนั้น เขาจึงได้ไล่ให้ พระภิกษุปู่ลงเรือ ใช้ให้ลูกเรือนำ ไปขึ้นฝั่งหมาย จะปล่อยให้ท่านไป ตามยะถากรรม ขณะที่พระ ภิกษุปู่ลงนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านได้ยื่นเท้าลงเหยียบน้ำทะเล แล้วบอกให้ลูกเรือคน นั้นตักน้ำขึ้นดื่มกินดู ปรากฏว่าน้ำทะเลที่เค็มจัด ตรงนั้นแปร สภาพเป็นน้ำที่มีรส จืดสนิท ลูกเรือคนนั้นจึงบอกขึ้น ไปบนเรือใหญ่ให้ เพื่อนทราบ พวกกะลาสีบนเรือ ใหญ่จึงพากันตักน้ำ ทะเลตรงนั้นขึ้นไป ดื่มแก้กระหาย พากันอัศจรรย์ ในอภินิหารของ พระภิกษุหนุ่มยิ่งนัก ความทราบถึง นายอินทร์เจ้าของเรือจึง ได้ดื่มน้ำพิสูจน์ดูปรากฏว่า น้ำทะเล ที่จืดนั้นมีบริเวณ อยู่จำกัดเป็นวงกลม ประมาณเท่าล้อ เกวียนนอกนั้น เป็นน้ำเค็ม ตามธรรมชาติของทะเล จึงสั่งให้ลูกเรือตัก น้ำในบริเวณ นั้นขึ้นบรรจุ ภาชนะไว้บนเรือจนเต็ม นายอินทร์และ ลูกเรือได้ประจักษ์ใน อภินิหารของท่านเป็นที่ อัศจรรย์เช่นนั้น ก็เกิดความ หวาดวิตกภัยภิบัติที่ ตนได้กระทำ ไว้ต่อท่านจึง ได้นิมนต์ให้ท่านขึ้น บน เรือใหญ่
แล้วพากันการบไหว้ขอขมาโทษตามที่ตน ได้กล่าวคำหยาบต่อท่านมาแล้ว และถอนสมอใช้ใบแล่นเรือต่อไปเป็นเวลาหลาย วันหลายคืนโดยเรียบร้อย ขณะเรือสำเภาถึงกรุงศรีอยุธยาเข้าจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้วนายอินทร์ ได้นิมนต์ท่านให้เข้าไปในเมืองแต่ท่าน ไม่ยอมเข้าเมือง ท่านปรารถนา จะอยู่ ณ วัด นอกเมืองเพราะเห็น ว่าเป็นที่เงียบสงบดีและได้ไปอาศัยอยู่ ณ วัดราชานุวาส ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองขณะนั้นพระมหาธรรม ราชา ครองกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นประเทศลังกา อันมีพระเจ้าวัฏฏะคามินี ครองราช เป็นเจ้าแผ่นดินมีพระประสงค์จะได้กรุงศรีอยุธยาไว้ใต้พระบรม เดชานุภาพแต่พระองค์ไม่มีประสงค์ จะก่อสงครามให้เกิดการรบราฆ่าฟัน และกันให้ประชาชนข้าแผ่นดินเดือดร้อนจึงมีนโยบายอย่างหนึ่งที่สามารถ จะเอาชนะประเทศอื่น โดยการท้าพนันพระองค์ จึงตรัสสั่งให้พนักงาน พระคลังเบิกจ่าย ทองคำในท้องพระคลังหลวงมอบให้ ลำเรือสำเภาเป็น บรรณาการแก่พระเจ้ากรุงไทย แต่ถ้าพระเจ้ากรุงไทยแปลเรียงเมล็ดทองคำ ไม่ได้ตาม กำหนดให้พระเจ้ากรุงไทยจัดการถวายดอกไม้เงินและทองส่งเป็น ราชบรรณาการแก่กรุง ลังกาทุก ๆ ปีตลอดไป เมื่อพระองค์ทรงทราบพระราชสาส์น อันมีข้อความดังนั้น จึงทรงจัด สั่งนายศรีธนญชัย สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์ พระราชาคณะ และพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรง คุณวุ��'ิทั่วประเทศให้เข้ามา แปลธรรม ในพระมหานครทันกำหนด เมื่อประกาศไปแล้ว 6 วัน ก็ไม่มีใครสามารถ แปลเรียบเรียงเมล็ดทองคำนั้นได้ พระองค ์ ทรงปริวิตกยิ่งนักและ ในคืนวันนั้นพระองค์ทรงสุบินนิมิตว่ามีพระยาช้าง เผือกผู้มาจากทิศตะวันตก ขึ้นยืนอยู่บนพระแท่นในพระบรมมหาราชวัง ได้เปล่ง เสียงร้องก้องดังได้ยินไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทรงตกพระทัยตื่นบรรทม ในยามนั้นและทรง พระปริวิตกในพระสุบิน นิมิตเกรงว่าประเทศชาติจะเสียอธิปไตย และเสื่อม เสียพระบรมเดชานุภาพ ทรงพระวิตกกังวลไม่เป์นอันบรรทมจนรุ่งสาง เมื่อได้เสด็จออก ยังท้องพระโรงสั่งให้โหรหลวงเข้าเฝ้า โดยด่วนและทรงเล่า สุบินนิมิต ให้โหรหลวงทำนายเพื่อจะ ได้ทรงทราบว่าร้ายดีประการใด เมื่อโหรหลวงทั้งคณะได้พิจารณาดูยามใน พระสุบินนิมิตนั้นละเอียด ถี่ถ้วนดีแล้ว ก็พร้อมกัน กราบถวายบังคมทูลว่าตาม พระสุบินนิมิต นี้จะมีพระภิกษุหนุ่มรูป หนึ่งมาจากทิศตะวันตกอาสาเรียงและแปล พระธรรมได้สำเร็จ พระบรมเดชานุภาพ ของ พระองค์จะยั่งยืนแผ่ ไพศาล ไปทั่วทั้งสี่ทิศเมื่อ พระองค์ทรงทราบ แล้วก็คลาย พระปริวิตกลงได้บ้าง ด้วยเดชะบุญบันดาลในเช้า วันนั้นบังเอิญศรีธนญชัยไปพบพระภิกษุปู่ที่วัด ราชานุวาส ได้สนทนาปราศรัยกันแล้วก็ทราบ ว่าท่านมาจากเมืองตะลุง ( พัทลุงเวลานี้ ) เพื่อศึกษาธรรม ศรีธนญชัยเล่าเรื่องกรุงลังกาท้าพนันให้แปลธรรม แล้วถามว่าท่านยัง จะช่วยแปลได้หรือ พระภิกษุปู่ตอบว่าถ้าไม่ลองก็ ไม่รู้ ศรีธนญชัยจึงนิมนต์ ท่านเข้าเฝ้า ณ ที่ประชุมสงฆ์ ขณะที่พระภิกษุปู่ถึงประตู หน้าวิหาร ท่านย่างก้าวขึ้นไปยืนเหยียบบนก้อนหินศิลาแลง ทันทีนั้น ศิลาแลงได้หักออกเป็นสองท่อนด้วยอำนาจอภินิหารเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อเข้าไปในพระวิหารพระทหากษัตริย์ตรัสสั่งพนักงานปูพรม ให้ท่านนั่งในที่ อันสมควร แต่ก่อนที่ท่านจะเข้านั่งที่แปลพระธรรม นั้นท่านได้แสดงกิริยาอาการเป็นปัญหาธรรมต่อหน้าพราหมณ์ทั้ง ๗ กล่าวคือ ท่าแรกท่านนอนลงใน ท่าสีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้น นั่งทรงกายตรงแล้วกะเถิบไปข้างหน้า&amp;nbsp;5 ที แล้วลุกขึ้นเดิน เข้าไปนั่งในที่อันสมควร พราหมณ์ผู้เ��'่าทั้ง 7เห็นท่านแสดงกิริยา เช่นนั้นเป็นการขบขันก็พากัน หัวเราะและพูดว่า นี่หรือพระภิกษุที่จะแปลธรรม ของพระบรมศาสดา อะไรจึงแสดงกิริยาอย่างเด็กไร้เดียงสา พราหมณ์พูด ดูหมิ่นท่านหลายครั้ง ท่านจึงหัวเราะ แล้วถามพรามณ์ว่า ประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอน ของท่าน ท่านไม่เคยพบเห็นกิริยาเช่นนี้บ้างหรือ ? พราหมณ์เ��'่่า ฉงนใจก็นิ่งอยู่ ต่างนำบาตรใส่เมล็ดทองคำเข้าประเคนท่าน ทันทีเมื่อพระภิกษุปู่รับ ประเคนบาตรจากมือพราหมณ์มาแล้ว ท่านก็นั่งสงบจิตอธิษฐานแต่ใน ใจว่า ขออำนาจคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้ สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจ เทพยดาอันรักษาพระนครตลอด ถึงเทวาอารักษ์ศักดิ์ สิทธ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรม ช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบัลดาลจิตใจ ให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรค ที่มาขัดขวางขอให้แปลพระธรรมคำสอน ของพระพุทธองค์สำเร็จสม ปรารถนาเถิด ครั้นแล้วท่านคว่ำบาตเททอง เรี่ยราดลงบนพรมและนั่ง คุยกับพราหมณ์ ตามปกติด้วยอำนาจบารมี อภินิหารของท่าน ที่ได้จุติลงมาโปรดสัตว์ ในพระพุทธศาสนา ประกอบกับโชคชะตา ของประเทศชาติที่จะ ไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เทพยดาทั้งหลายจึง ดลบันดาลเรียบเรียงเมล็ดทอง คำตามลำดับ ตัวอักษรโดยเรียบร้อย ใน้วลานั้น ชั่วครู่นั้นท่านก็ได้เหลียว กลับมาลงมือเรียบเรียงและแปลอักษรใน เมล็ดทองคำจำนวน&amp;nbsp;84000 เมล็ด เป็น ลำดับโดยสะดวก และไม่ติดขัดประการใดเลย นับว่าโชคชะตาของประเทศชาต ิยังคงรุ่งเรืองสืบไป ขณะที่พระภิกษุปู่เรียง และแปลอักษรไปได้มาก แล้วปรากฏ ว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไป&amp;nbsp;7 ตัว คือตัว สํ วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ พราหมณ์ทั้ง&amp;nbsp;7 คนยอมจำนน จึงประเคนเมล็ดทองคำ ที่ตนซ่อนไว้นั้นให้แก่ท่านโดยดี ปรากฏว่าพระภิกษุปู่แปล พระไตรปิฎกในเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์ เป็นการชนะ พราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้นและทัน ใดนั้นก็ได้ยินเสียงปี่พาทย์ ประโคมพร้อมเสียงประชาชนโห่ร้องต้อนรับ ชัยชนะเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทั่วพระนครศรีอยุธยาเป็นการฉลองชัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่งจึงตรัสสั่งถวาย ราชสมบัติให้พระภิกษุปู่ครอง&amp;nbsp;7 วัน แต่ท่านไม่ยอมรับโดยไห้เหตุผล ว่าท่านเป็น สมณเพศไม่สมควรที่จะครองราชสมบัติอัน ผิดกิจของสมณควรประพฤติ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้า ที่จะสนองคุณความดีความชอบ อันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าทรงแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่ดำรงสมณศักดิ์ ทรงพระราชทาน นามว่า &quot;พระราชมุนีสามีรามคุณูป มาจารย์&quot; ในเวลานั้น พระภิกษุปู่หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาสศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นเวลาหลายปีด้วยความสงบร่ม เย็นเป็นสุขตลอดมา กาลนานมาปี หนึ่งในพระมหานครศรีอยุธยาเกิดโรคระบาดขึ้นร้ายแรง เช่น อหิวาตกโรค ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือด ร้อนเป็นอย่างยิ่งนักสมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มีนิยม ใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรง พระวิตกกังวลมาก เพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ และทรงระลึกถึง พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้จึงตรัสสั่งให้ศรีธนญชัยไป นิมนต์ท่านมาเข้า เฝ้าทรงปรารภในเรื่องทุกข์ร้อนของพลเมือง ที่ได้รับทุกข์ยุกเข็ญด้วยโรคระบาดอยู่ในขณะนี้ ท่านจึงทำพิธีปลุกเสก น้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปพรมให้แก ่ประชาชนทั่วพระนคร ปรากฏว่าโรคระบาดได้ทุเลาเหือดหายไปในไม่ช้าประชาชนได้รับ ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ในหลวงทรงพระปรีดาปราโมทย์ เป็นอันมาก ทรงเคารพเลื่อมใสในองค์ท่านอย่างยิ่ง วันหนึ่งได้ทรงตรัสปรารภกับท่านว่า ต่อไปนี้หากพระคุณเจ้า มีความปรารถนาสิ่งอันใดขอนิมนต์ให้ 
&amp;nbsp;
ทราบความปรารถนานั้น ๆ จะทรงพระราชทานถวาย ขอพระคุณเจ้าอย่า ได้เกรงพระทัยเลย กาลล่วงมานาน ประมาณว่า พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์มี วัยชราแล้ว วันหนึ่ง ท่านได้เข้าเฝ้าถวายพระพรทูลลาจะ กลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์&amp;nbsp; ทรงเกรงใจท่านไม่กล้านิมนต์ขอ ร้องแต่อย่างใด ได้พระราชทานอนุญาตตามความ ปรารถนาของท่าน เมื่อพระราชมุนีสามี รามคุณูปมาจารย์กลับ ภูมิลำเนา เดิมแล้วครั้งนั้น ปรากฏมีหลักฐานว่าไว้ว่า ท่านเดินกลับทางบก ธุดงค์โปรดสัตว์เรื่อยมา เป็นเวลาช้านาน จนถึงวัดพระสิงห์บรรพต พะโคะตามแนวทางเดิน ที่ท่านเดินและ พักแรมที่ใด ต่อมาภายหลัง สถานที่ที่ท่านพักแรม นั้นเกิดเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการ เคารพบูชามาถึงบัดนี้ คือปรากฏ ว่าขณะที่ท่านพักแรมอยู่ที่บ้าน โกฏิในอำเภอปากพนัง เมื่อท่านเดินทางจาก ไปแล้วภายหลัง ประชาชนยังมีความ เคารพเลื่อมใส่ท่าน อยู่มากจึงได้ชักชวนกัน ขุดดินพูนขึ้นเป็นเนินตรงกับ ที่ท่านพักแรมไว้เป็นที่ระลึก รอบ ๆ เนินดินนั้นจึงเป็นคูน้ำ ล้อมรอบเนินและสถานที่ แห่งนี้ต่อมา ก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จน ถึงบัดนี้ เมื่อท่านเดินทางมาถึงหัวลำภูใหญ่ใน อำเภอหัวไทรในเวลานี้เป็นสถานที่ ที่มีหาดทราย ขาวสะอาดต้นลำภ ูแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นเย็นสบาย ท่านจึง อาศัยพักแรมอยู่ใต้ต้นลำภูนั้น ทำสมาธิวิปัสสนา ประชาชนในถิ่นนั้นได้พร้อมใจ กันมากราบไหว้บูชา และฟังท่านแสดงธรรมอันเป็น หลักควรปฏิบัติของ พระพุทธศาสนา ต่อมาประชาชนเพิ่มความเลื่อม ใสศรัทธาแรงกล้าจึงพร้อมใจ กันสร้าง ศาลาถวายขึ้นหนึ่งหลังและ ท่านได้จาก สถานที่นี้ไปนี้ต่อมาภาย หลังไม่นานศาลา หลังนี้เกิดเป็นศาลาศักดิ์สิทธิ์ประชาชนชาวบ้านถิ่นนั้น และใกล้เคียงจึงชักชวน กันมาทำพิธีสมโภชศาลาศักดิ์สิทธิ์ หลังนั้นเป็น การระลึกถึงท่านถือเอา วันพฤหัสบดีเป็นวันพิธีชักชวนกัน ทำขนมโคมาบวงสรวงสมโภชทุกๆ วันพฤหัสฯ เป็นประจำจนเป็น ประเพณีมาจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อท่านจากหัวลำภูใหญ่เดินทาง มาถึงบางค้อน ท่านได้หยุดพักแรมพอหายเมื่อยล้าแล้ว ก็เดินทางต่อไปจนถึง วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ หลังจากที่ท่าน จากไปแล้วสถานที่บางค้อนก็เกิดเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏมา จนบัดนี้พระราชมุนีสามี รามคุณูปมาจารย์ หรือพระภิกษุปู่กลับ ถึงวัดพัทธสิงห์ บรรพตพะโคะ ครั้งนี้ประชาชนชื่นชม ยินดีแซ่ซ้อง สาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ ประชาชนได้พร้อมใจกันขนานนาม ท่านขึ้นใหม่เรียกกันว่า &quot;สมเด็จเจ้าพะโคะ&quot; ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ต่อมาวัดพัทธสิงห์ บรรพตพะโคะอันเป็นชื่อเดิมก็ถูกเรียกย่อ ๆ เสียใหม่ว่า &quot;วัดพะโคะ&quot;จนกระทั่งบัดนี้ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะนี้มีพระอรหันต์ ๓ องค์ เป็นผู้สร้างขึ้น คือ 1). พระนาไรมุ้ย 2). พระมหาอโนมทัสสี 3). พระธรรมกาวา ต่อมาพระมหาอโนมทัสสีได้เดินทางไปประเทศ อินเดียอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมศาสลับมา พระยาธรรมรังคัล เจ้าเมือง &quot;จะทิ้งพระ&quot; ในสมัยนั้นมีความ เลื่อมใสศรัทธา จัดการก่อสร้าง พระเจดีย์องค์ใหญ่สูงถึง&amp;nbsp;20 วา ขึ้นถวายแล้ว ทำพิธีสมโภชบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุไว้ ภายในเจดีย์ องค์นั้นและคงมีปรากฏ อยู่จนบัดนี้ ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะหรือ พระราชมุนี สามีรามคุณูปมาจารย์ได้ หยุดพักผ่อนนาน พอสมควร ท่านได้ตรวจดูเห็นปูชนียสถาน และกุฏิวิหารเก่าแก่ ได้ชำรุดทรุดโทรมลง ไปมากควรจะบูรณะซ่อมแซม เสียใหม่ ดังนั้นท่านจึง ได้เดินทางเข้าไป ยังกรุงศรีอยุธยาเข้า เฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาอีกวาระหนึ่ง (ในตำนานมิได้กล่าวไว้ว่า ท่านไปทางบกหรือไปทางน้ำ) เมื่อได้สนทนาถาม สุขทุกข์กันแล้ว ท่านก็ทูลถวายพระพรพระองค์ ตามความปรารถนาที่จะ บูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ให้พระองค์ทรงทราบ ครั้นได้ทราบจุดประสงค์ก็ทรง ศรัทธาเลื่อมใสร่วมอนุโมทนาด้วย จึงตรัสสั่งให้พระเอกาทศรถพระเจ้า ลูกยาเธอ จัดการเบิกเงินในท้องพระคลังหลวงมอบถวาย และจัดหาศิลาแลงบรรทุกเรือสำเภา&amp;nbsp;7 ลำ พร้อมด้วย นายช่างหลวงหลายนาย มอบหมาย ให้ท่าน นำกลับไปดำเนินงาน ตามความปรารถนา ปรากฏว่า ท่านได้ทำการบูรณะซ่อมแซม และปลูกสร้าง (วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ) อยู่หลายปีจึงสำเร็จบริบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าพะโคะ เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา ยังกรุงศรีอยุธยา ครั้งหนึ่งปรากฏว่า พระองค์ทรงเลื่อมใส เคารพต่อท่านเป็นยิ่งนัก ได้ทรงพระกรุณาโปรด พระทานที่ดินนา ถวายแก่ท่านเป็นกัลปนา ขึ้นแก่วัดพัทสิงห์บรรพตพะโคะ จำนวน&amp;nbsp;90 ฟ้อน พร้อมด้วยประชาราษฎรที่อาศัย อยู่ในเขตที่ดินนั้น มีอาณาเขตติดต่อ โดยถือเอาวัดพัทธสีห์บรรพตพะโคะ เป็นศูนย์กลางดังนี้ 1). ทางทิศเหนือ ตั้งแต่แหลมชุมพุกเข้ามา 2). ทางทิศใต้ ตั้งแต่แหลมสนเข้ามา 3). ทางทิศตะวันออก จดทะเลจีนเข้ามา 4). ทางทิศตะวันตก จดทะเลสาบเข้ามา ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกลับ จากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง&amp;nbsp;80 ปีเศษอยู่มาวันหนึ่งท่าน ถือไม้เท้าศักดิ์ประจำตัว ไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3๓ คด ชาวบ้านเรียกว่า ไม้เท้า&amp;nbsp;3 คด ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งทะเลจีน และขณะที่ท่านเดินเล่น รับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่น เลี่ยบชายฝั่งมา พวกโจรสลัดจีน เห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาด เพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝัง นำเอาท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้นจะแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนได้พยายามแก้ ไขจนหมดความสามารถ เรือก็ยังไม่เคลื่อนจึง ได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน หลายคืน ที่สุดน้ำจืด ที่ลำเลียงมาบริโภคในเรือก็ได้ หมดสิ้นจึงขาดน้ำดื่ม และหุงต้มอาหาร พากันเดือดร้อน กระวนกระวายด้วยการ กระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกต เห็นเหตุการณ์ความเดือด ร้อนของพวกเรือถึงขั้นที่สุดแล้วท่านจึง เหยียบกราบเรือ ให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิว น้ำทะเล ทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกต ของพวกจีนไปเมื่อท่านยกเท้าขึ้น จากผิวน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวก โจรจีนตักน้ำตรง นั้นขึ้นมาดื่มชิมดู พวกจีนแม้ไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลอง เพราะไม่มีทางใดที่จะช่วย ตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเล เค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพ เป็นน้ำจืดเป็นที่ อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีนได้เห็น ประจักษ์ในคุณอภินิหาร ของ ท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิด แก้พวกเขาต่อไปจึงได้ พากันกราบ ไหว้ขอขมาโทษแล้วพา ท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัดถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านหยุดพักเหนื่อยได้เอาไม้เท้า&amp;nbsp;3 คด พิงไว้กับต้นยาง สองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้น นั้นสูงใหญ่ขึ้นลำต้น และกิ่งก้านสาขาเปลี่ยน สภาพจากเดิมกลับคด ๆ งอ ๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่น นั้นเรียกว่า ต้นยางไม้เท้า ยังมีปรากฏอยู่ถึงเวลานี้ สมเด็จพะโคะหรือพระราชมุนีสามีราม คุณูปมาจารย์ ครองสมณเพศจำพรรษา อยู่วัดพะโคะเป็นที่พึ่งของ ประชาราษฎร ์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอน ธรรมของพระพุทธองค์ประดุจ ร่มโพธิ์ร่มไทรของ ปวงพุทธศาสนิกชน ได้ตลอดมาตอนนี้ได้รับ ความกรุณาจากพระอุปัชฌาย์ดำ ติสฺสโร สำนักวัดศิลาลอย อำเภอจะทิ้งพระเป็นผู้เล่าตามนิยายต่อกันมา โดยท่านพระครูวิริยานุรักษ์ วัดตานีส โมสรเป็นผู้บันทึกความดังต่อไปนี้ ในสมัยสมเด็จเจ้าพะโคะพำนักอยู่วัดพะโคะ ครั้งนั้น ยังมีสามเณรน้อยรูปหนึ่งเข้า ใจว่าคงอาศัยอยู่วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่ อำเภอหาดใหญ่เวลานี้ สามเณรรูปนี้ได้บวชมาแต่อายุน้อย ๆ 
ได้ปฏิบัติธรรมอย่าง เคร่งครัดมีความขยันหมั่นเพียร ก่อแต่การกุศลใน พระพุทธศาสนา และตั้งจิตอธิษฐาน จะขอพบพระศรีอริยะอย่างแรงกล้า อยู่มาคืนหนึ่งมีคนแก่ถือดอกไม้เดินเข้ามาหา แล้วประเคน ดอกไม้ส่งให้แล้วบอกว่า นี่เป็นดอกไม้ทิพย์ไม่รู้จัก ร่วงโรยพร้อยกับกล่าวว่า พระศรีอริยะโพธิสัตว์นั้นขณะนี้ได้จุติลงมา เกิดในเมืองมนุษย์เพื่อโปรดสัตว์ใน พระพุทธศาสนาสามเณร เจ้าจงถือดอกไม้ทิพย์ นี้ออกค้นหาเถิด หากผู้ใดรู้จักกำเนิดของดอก ไม้แล้วผู้นั้นแหละ เป็นพระศรีอริยะที่จุติมา เจ้าจงพยายามเที่ยวค้นหาคง จะพบเมื่อกล่าวจบแล้วคนแก่ นั้นก็อันตรธานหายไปทันที สมาเณรน้อยมีความปิติยินดีเป็นยิ่งนัก วันรุ่งเช้าจึงกราบ ลาสมภาร เจ้าอาวาสถือดอกไม้ทิพย์เดิน ออกจากวัดไป สามเณรเดินทางตรากตรำลำบาก ไปทั่วทุกหนทุกแห่งก็ไม่มีใครทักถามถึงดอกไม้ทิพย์ที่ตน ถืออยู่นั้นเลยแต่สามเณร ก็พยายามอดทน ต่อความ เหนื่อยยากต้องตากแดดกรำฝนไปเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งต่อมาสามเณรน้อย เดินทางเข้าเขต วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะในเวลาใกล้จะมืดค่ำ เป็นวันขึ้น 15ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงส่องรัศมีจ้าไป ทั่วท้องฟ้าและเป็นวันที่ พระภิกษุสงฆ์ลง ทำสังฆกรรมในอุโบสถ สามเณรถือดอกไม้ทิพย์เดิน เข้าไปยืนถือดอกไม้ทิพย์อยู่ริมอุโบสถรอ คอยพระสงฆ์ที่จะลงมาอุโบสถ พอถึงเวลาพระภิกษุทั้งหลาย ก็เดินทะยอยกันเข้าอุโบสถผ่าน หน้าสามเณร ไปจนหมดไม่มี พระภิกษุองค์ใดทักสามเณรเลย เมื่อพระสงฆ์เข้านั่ง ในอุโบสถเรียบร้อยแล้ว สามเณรจึงเดินเข้า ไปนมัสการถามพระสงฆ์เหล่านั้นว่า วันนี้พระมาลงอุโบสถหมดแล้วหรือ พระภิกษุตอบว่า ยังมีสมเด็จอยู่อีกองค์วันนี้ไม่มาลงอุโบสถ สามเณรทราบดังนั้นก็กราบลา พระสงฆ์เหล่านั้น เดินออกจากอุโบสถมุ่งตรงไปยังกุฏิของสมเด็จเจ้าฯ ทันที ครั้นถึงสามเณรก็คลานเข้าไปใกล้ก้มกราบ นมัสการท่านอยู่ตรงหน้าสมเด็จเจ้าฯ สมเด็จเจ้าฯ ได้ประสพดอกไม้ในมือสามเณรถืออยู่ จึงถาม สามเณรว่า นั่นดอกไม้ทิพย์เป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ผู้ใดให้เจ้ามา สามเณรรู้แจ้งใจตามที่นิมิตจึง คลานเข้าไปก้มลงกราบที่ฝ่าเท้าแล้วประเคนดอก ไม้ทิพย์นั้นแก่สมเด็จเจ้าฯ ทันที เมื่อสมเด็จเจ้าฯ รับประเคนดอกไม้ทิพย์จาด สามเณรน้อยแล้วท่าน ได้สงบอารมณ์อยู่ชั่วครู่มิได้พูดจา ประการใด แล้วลุกขึ้นเรียกสามเณรเดินตรง เข้าไปในกุฏิปิด ประตูลงกลอน และเงียบหายไป ในคืนนั้น มิได้มีร่องรอยแต่อย่างใดเหลือไว้ให้พิสูจน์จนเวลาล่วง เลยมาบัดนี้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว การหายตัวไปของ สมเด็จเจ้าพะโคะ ครั้งนั้นประชาชน เล่าลือกัน ว่าท่านได้สำเร็จสู่สวรรค์ไปเสียแล้ว ด้วยอำนาจบุญบารมีอภินิหารท่านแรงกล้า ตามที่กล่าวลือกันเช่นนี้เพราะมีเหต ุอัศจรรย์ปรากฏขึ้นในคืนนั้นว่าบนอากาศ บริเวณวัดพะโคะ ได้มีดวงไฟโตขนาดเท่าดวงไต้ส่องรัศมีต่าง ๆ เป็นปริมณ��'ลดัง พระจันทร์ทรงกลด ลอยวนเวียนรอบบริเวณ วัดพะโคะส่องรัศมีจ้าไปทั่ว บริเวณวัดเมื่อดวง ไฟดวงนั้นลอยวน เวียนอยู่ครบสามรอบแล้ว ลอยเคลื่อนไปทางทิศอาคเนย์เงียบหาย มาจนกระทั่งบัดนี้ วันรุ่งเช้าประชาชนมา ร่วมประชุมกันที่วัดแล ะต่างคนต่างก็เข้าใจว่าสมเด็จเจ้าฯ ท่านสำเร็จสู่สวรรค์ไปจึง ได้พากันพนมมือ ขึ้นเหนือศรีษะพร้อม กับเปล่งเสียงว่า สมเด็จเจ้าพะโคะโล่ ไปเสียแล้วเจ้าข้าเอย เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไป จากวัดพะโคะครั้งนั้น สมเด็จเจ้าฯ ท่านได้ทิ้งของสำคัญไว้ให้เป็น ที่สักการะบูชาของประชาชน ตลอดมาคือ 1. ดวงแก้วที่พระยางูใหญ่ให้ครั้งเป็น ทารกอยู่ในเปล2. ดวง และสมภารทุกๆ องค์ของวัดพะโคะได้ เก็บรักษาไว้จนถึงบัดนี้ปรากฏว่า 3. ก่อนที่สมเด็จเจ้าฯ จะโล่หายไปปรากฏว่า ท่านได้ขึ้นไปทำ สมาธิอยู่บนชะง่อนผาภูเขาบาท ได้เอาเท้าซ้ายเหยียบลงบนลาดผาลึกเป็นรอยเท้าเป็นท ี่สัก การะบูชาของประชาชน มาจนกระทั่งบัดนี้ (ท่านพระครูวิสัยโสภณวัดช้างให้ได้ไปนมัสการมาแล้ว) สมัยที่สมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไปจากวัดพะโคะ ตำบลชุมพล อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา 

ครั้งนั้นได้มีพระภิกษุชรารูปหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองรัฐ ไทรบุรีเวลานี้ พระภิกษุรูปนี้เป็น ปราชญ์ทางธรรม และเชี่ยวชาญทางอิทธิอภินิหารเป็นยอดเยี่ยม ชาวเมืองไทรบุรีมีความ เคารพเลื่อมใสมาก ซึ่งสมัยนั้นคนมลายูในเมือง ไทรบุรีนับถือศาสนาพุทธ ต่อมาท่านก็ได้เป็นสมภารเจ้าวัดแห่งหนึ่งในสมัยนั้น มีเรื่องชวนคิดอยู่ว่า พระภิกษุชรารูปนี้ไม่มีประชาชนคนใดจะทราบได้ว่า ท่านชื่ออย่างไร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครซักถาม จึงพากันขนานนาม เรียกกันว่า &quot; ท่าน ลังกาองค์ดำ &quot; ท่านปกครองวัดด้วยอำนาจธรรม และอภินิหารอย่างยอดเยี่ยม เป็นที่พึ่งทางธรรมปฏิบัติและ การเจ็บไข้ได้ทุกข์ของ ประชาชน ด้วยความเมตตาธรรม ประชาชนเพิ่มความเคารพเลื่อมใสท่าน ตลอดถึงพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีสมัยนั้น และท่านมีความสุขตลอดมา ( ท่านลังกาองค์นี้จะเป็นเจ้าพะโคะใช่หรือไม่ ขอให้อ่านต่อไป ) เมื่อข้าพเจ้าผู้เขียนยังหนุ่มๆ หรือประมาณ 45ปีมาแล้ว ได้อ่านหนังสือตำนานเมืองปัตตานี ซึ่งรวบรวมโดยคุณพระศรีบุรีรัฐ ( สิทธิ์ ณ สงขลา ) นายอำเภอชั้นลายครามของอำเภอยะหริ่ง เรียบเรียง มีข้อความตอนหนึ่งว่าสมัยนั้น พระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีปรารถนา จะหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมืองให ้ เจ๊ะสิตีน้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดี ได้เวลา ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยงสัตย์อธิฐาน ปล่อยช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ออกเดินป่าหรือ เรียกว่าช้างอุปการ เพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง ท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวาร เดินตามหลังช้าง นั้นไปเป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่งช้างได้เดินไปหยุดอยู่ ณ ที่ป่าแห่งหนึ่ง ( ที่วัดช้างให้เวลานี้ ) แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น ๓ ครั้งพระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตที่ดีจะสร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้ แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิฐาน ให้ช้างดำเนินหาที่ใหม่ต่อไป ได้เดินรอนแรมหลายวัน เวลาตกเย็นวันหนึ่ง ก็หยุดพักพลบริวาร น้องสาวถือโอกาสออกจากที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะนั้นมี กระจงสีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไปนางอยากจะได้กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ลอม จับกระจงตัวนั้น ได้วิ่งวกไปเวียนมาบนหาด ทรายอันขาวสะอาดริมทะเล ( ที่ตำบล กือเซะเวลานี้ ) ทันใดนั้น กระจงก็ได้อันตรธานหายไป นางเจ๊ะสิตีรู้สึก ชอบที่ตรงนี้มาก จึงขอให้พี่ชาย สร้างเมืองให้ เมื่อพระยาแก้มดำ ปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวารให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่า เมืองปะตานี ( ปัตตานี ) ขณะนั้น พระยาแก้มดำเดินทางกลับมา ถึงภูมิประเทศที่ช้างบอกให้ครั้งแรก ก็รู้สึกเสียดายสถานที่ จึงตกลงใจหยุดพักแรม ทำการแผ้วถางป่า และปลูกสร้างขึ้นเป็นวัด ให้ชื่อว่า วัดช้างให้มาจนบัดนี้ ต่อมาพระยาแก้มดำ ก็ได้มอบถวายวัดช้างให้แก่ท่าน ลังกาครอบครอง อีกวัดหนึ่ง พระภิกษุชราองค์นี้ ท่านอยู่เมืองไทรบุรีเขาเรียกว่า ท่านลังกาเมื่อท่าน มาอยู่วัดช้างให้ชาวบ้านเรียกว่าท่านช้างให้เป็นเช่นนี้ตลอดมา ขณะที่ท่านลังกาพำนัก อยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรีวันหนึ่งอุบาสก อุบาสิกา และลูกศิษย์อยู่พร้อม หน้าท่านได้พูดขึ้น ในกลางชุมนุมนั้นว่า ถ้าท่านมรณภาพเมื่อใดขอให้ช่วยกันจัดการ หามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วยและขณะ หามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเน่าไหลลงสู่พื้นดินที่ตรง นั้นจงเอาเสาไม้แก่น ปักหมายไว้ต่อไปข้าง หน้าจะเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่มาไม่นานท่านก็ได้มรณภาพลง ด้วยโรคชรา คณะศิษย์ผู้เคารพในตัวท่านก็ได้จัดการตาม ที่ท่านสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อทำการ ฌาปณกิจศพท่านเรียบ ร้อยแล้วคณะศิษย์ผู้ไป ส่งได้ขอแบ่งเอาอัฐิของ ท่านแต่ส่วนน้อยนำกลับไปทำสถูปที่วัด ณ เมืองไทรบุรีไว้เป็นที่เคารพบูชา ตลอดจนบัดนี้สมเด็จเจ้าพะโคะกับ ท่านช้างให้หรือ หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด นี้สมัย ท่านยังมีชีวิตมีชื่อที่ใช้เรียกท่านหลาย ชื่อเช่น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านลังกา และท่านช้างให้ แต่เมื่อท่านมรณภาพแล้วเรียกเขื่อน หรือสถูปศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอัฐิของท่านว่า &quot;เขื่อนท่าน ช้างให้&quot; แต่ต่อมาปี พ.ศ.&amp;nbsp;2497 ได้มีการสร้าง พระเครื่องต่างองค์ท่านให้ชื่อว่า ท่านช้างให้ แต่ท่านไม่เอาท่านบอกให้ชื่อว่า &quot;หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด&quot; ดังมีเรื่องกล่าวต่อไปนี้ 1). ก่อนที่เขื่อนหรือสถูปจะปรากฏ ความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นครั้งแรก เล่าต่อๆ กันมาว่ามีเด็กชายลูกชาวบ้าน คนหนึ่งพ่อเขาไล่ตี เด็กคนนั้นวิ่หนีเข้าไปใน บริเวณวัดช้างให้แล้หายตัวไปซึ่งขณ ะนั้นเป็นวัดร้าง เมื่อพ่อของเด็กไล่ตามเข้าไป ในวัดก็มิได้เห็นตัวเด็ก เขาได้ค้นหาจนอ่อนใจ ก็ไม่พบจึงกลับบ้านชวน เพื่อนบ้านช่วยกันค้นหา ขณะที่พวกชาวบ้านผ่านเข้าเขต วัดก็เห็นเด็กนั้นเดินยิ้มเข้า มาหาและหัวเราะพูดขึ้นว่า พ่อของมันดุร้ายไล่ทุบ ตีลูกไม่มีความสงสาร กูเห็นแล้วอดสงสาร ไม่ได้จึงเอามันไปซ่อนไว้ พวกชาวบ้าน ก็ตื่นตกงกงันเพราะเด็ก นั้นพูดแปลกหูผู้ฟังเป็นเสียง ของคนแก่แต่เด็กพูดต่อไปว่า พวกสูไม่รู้จักกูหรือ กูชื่อท่านเหยียบน้ำทะเลจืด ผู้ศักดิ์สิทธิ์เจ้าของเขื่อนนี้ (สถูป) พวกสูจะลองดีก็จงเอาน้ำเกลือใส่อ่างมากูจะ ทำให้ดู มีชาวบ้านผู้หนึ่ง ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เด็กชายนั้นก็ยื่นเท้าลง เหยียบน้ำเกลือ ในอ่างทันทีและบอกให้ชาว บ้านชิมน้ำเกลือนั้นดู ได้ประจักษ์ว่าน้ำนั้นมี รสจืดเป็นน้ำบ่อเป็นที่อัศจรรย์นัก เด็กนั้นพูดอีกว่า พวกสูยังไม่เชื่อกูก็ให้ก่อไฟขึ้น ชาวบ้านก็ทำตาม ขณะกองไฟลุกโชนเป็นถ่านแดงดีแล้วเด็กประทับทรง ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดก็กระโดดเข้าไปยืนอยู่ในกลางกองไฟอันร้อนแรง ยิ้มแล้วถามว่าสูเชื่อหรือยัง พ่อของเด็กตกใจเกรงลูกจะ เป็นอันตรายจึงก้มลงกราบ ไหว้ขอโทษเด็กนั้นจึงเดินออกจากกองไฟเป็นปกติ 2). ครั้นท่านพระครูวิสัยโสภณ (ท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร) เข้ามาครอง วัดช้างให้ใหม่ๆ ท่านข้องใจเรื่องเขตวัดของเดิมเพราะ ถามชาวบ้านไม่มี ใครรู้ คืนวันหนึ่งท่านฝันว่าพบคนแก่ ยืนอยู่กลางลานวัด ท่านถามถึงเขตวัดตาม ความข้องใจ คนแก่นั้นบอกว่า ให้ไปถามท่าน เหยียบน้ำทะเลจืดในเขื่อน คนแก่จึง นำท่านพระครู ฯ ไปเห็นพระภิกษุเ��'่่าเดินออกจากในเขื่อนสามองค์ปรากฏว่า 1. หลวงพ่อสี 2. หลวงพ่อทอง 3. หลวงพ่อจันทร์ องค์หลังสุดถือไม้เท้าใหญ่&amp;nbsp;3 คด เดินยันออกมางกงันเพราะความชรา มากกว่าองค์ใดๆ คนแก่จึงบอกว่าองค์นี้แหละ ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดท่านจึงเอา แขนกอดคอท่านพระครู ฯ นำเดิน ชี้เขต วัดเก่าให้ทราบทั้ง&amp;nbsp;4 ทิศ ตลอดถึงเนินดินซึ่งเป็นโบสถ์โบราณและบันดาล ให้ท่านอาจารย์ฯได้เห็นวัตถุต่างๆ ในหลุมนิมิตซึ่งเป็นของไม่มีค่า เช่น พระพุทธรูป หล่อด้วยเงิน&amp;nbsp;1 องค์ เมื่อจะกลับเข้าไปในเขื่อนท่านได้สั่งว่า ต้องการอะไรให้บอกแล้วเข้า ในเขื่อนหายไป &quot;คำว่าเอาอะไรให้บอก คำนี้สำคัญมาก คราวต่อมาโบสถ์ก็สำเร็จ พระเครื่องก็ศักดิ์สิทธิ์



ข้อมูลจาก : http://www.watchanghai.com

</description>
<link>http://www.luangpohtuad.org/webboard/?infoboard=topic.1.1.1</link>
<pubDate>Tue, 01 Sep 2009 06:58:45 +0700</pubDate>
</item>
</channel>
</rss>

