ชีวประวัติ หลวงพ่อโต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร [1/3]

ชาตะ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ตรงกับเดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1150 เวลา พระบิณฑบาต 06.45 น. (ย่ำรุ่ง 9 บาท ) มารดาชื่อ งุด ตาชื่อเกศ บิดาไม่ปรากฏแน่ชัด(หลักฐานบางแห่ง บันทึกว่าเป็นราชวงศ์จักกรี)
บวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 13 ปี ณ วัดใหญ่เมืองพิจิตร ต่อมาย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ เมือง ชัยนาทพออายุได้ 18 ปี ก็ย้ายมาศึกษากับอาจารย์แก้ว วัดบางลำพู กรุงเทพฯ และยังได้ ศึกษาพระปริยัติธรรมกับเสมียนตราด้วง ขุนพรมเสนา ปลัดเสนา ปลัดกรมนุท เสมียนบุญ และพระกระแสร์ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอดิศร สุนทร พระ บรมโอรสาธิราชให้ทรงโปรดมาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุ
บวชเป็นพระภิกษุ พอถึง พ.ศ. 2351 อายุ 21 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมราชโอรสทรงรับภาระบรรพชาเป็น นาคหลวงโดยให้ไปบวชที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโยมแม่และญาติมีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น แล้วมาประจำอยู่กับพระสังฆราชวัดมหาธาตุต่อไป
เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สวรรคตลง เจ้าฟ้าทูลกระหม่อม ซึ่ง บวชตลอดรัชกาลที่ 3 ที่วัดบวรฯ ก็ลาสิขาบทขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จัก กรี ก็ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้เป็น "พระธรรมกิตติ" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆัง เมื่อ พ.ศ. 2395 ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ไม่นาน พอถึง พ.ศ. 2397 ก็โปรด เกล้าฯ ให้เป็น "พระเทพกวี" ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2407 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็น "สมเด็จพระ พุฒาจารย์" ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า "สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร" เรียกไปเรียกมา เหลือเพียง "สมเด็จฯโต" ในทีสุด ขณะที่โปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จนนั้น มีอายุได้ 78 ปี อายุ พรรษาได้ 56 พรรษาแล้ว
มรณภาพ สมเด็จโต จะอาพาธด้วยโรคอะไรไม่ปรากฏ มรณภาพเมื่อวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 (ต้น) ปีวอก จ.ศ. 1234 ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เวลาประมาณ 24.00 น.เศษ บนศาลา ใหญ่วัดอินวรวิหาร บางขุนพรหม
สรุป สมเด็จโตมีสิริรวมชนมายุของท่านได้ 85 ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ได้ 20 ปี บริบูรณ์ ดำรงฐานันดรศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมาได้ 7 ปี เศษ 65 พรรษา สมเด็จโตทรงถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปํน ที่ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อมทุกประการ
อัฉริยภาพและภูมิปัญญาของสมเด็จฯ
ท่านสมเด็จฯโตนั้น เป็นคนที่เกิดอายุได้ 5 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 มีแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ชื่อนางงุด สมเด็จท่านเป็นคนอัจฉริยะภูมิปัญญาแตกฉาน ตั้งแต่เด็จโตขึ้นบวชเณรก็มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูมาโดตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางด้านโลกีย์ หญิงใด ๆ มาชอบพอไม่เคยสน เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มักไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ชอบดู เหตุผล ชอบคิดวิเคราะห์สติปัญญาจึงแตกฉาน พอโตขึ้นมาอายุได้ครบบวชเป็นพร ท่านก็บวชสละเณรเปลี่ยนบวชเป็นพระต่อไปเลย การบวชเป็นพระนั้นเป็นที่ฮือฮาชอบพอรักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่จนถึงกษัตริย์ จัดเป็นนาคหลวง เมื่อบวชเป็นพระเสร็จ ท่านได้เที่ยวสัญจรไปมาตามที่ต่าง ๆ ตามนิสัยของท่านที่ของค้นคว้าหาความรู้จึงมุ่งศึกษาหาอาจารย์ต่าง ๆ ที่คงแก่เรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานสมถะ จากอาจารย์ต่าง ๆ ของเดินธุดงค์พงไพรไป ขณะนั้นยศของท่านยังไม่ได้ยศเป็นสมเด็จฯ เป็นพระธรรมดา อาศัยท่านแตกฉานด้านปัญญา พระไตรปิฎกท่านรู้อย่างดี จิตใจท่านมุ่งแต่บูชาพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ท่านจึงริเริ่มสร้างพระขึ้นมา สมัยที่ขณะนั้นยศยังไม่ได้เป็นสมเด็จฯ ท่านสร้างพระขึ้นตามใจของท่าน รูปแบบพิมพ์พระสมเด็จฯที่ท่านสร้างตอนนั้น มิใช่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรากำลังแสวงหาพระสมเด็จฯกัน รูปทรงพิมพ์สมเด็จฯขณะนั้นเป็นรูปคดหอย จับผงมาปั้นเป็นก้อน ๆ ยาว ๆ แล้วก็วนเป็น คดหอย ปลุกเสกแจกชาวบ้าน บางพิมพ์ก็เป็นรูปปูก็มี เป็นรูปต่าง ๆ ก็มีแสดงให้เห็นว่า ท่านสมเด็จเริ่มสร้างพระสมเด็จตั้งแต่ยังมิได้สถาปนายศสมเด็จฯจากในหลวง แต่งตั้ง วัดที่ท่านได้ไปอยู่ก็หลายต่อหลายวัด แต่ในที่นี้เราจะเอาเฉพาะวัดที่สำคัญในตระกูลพระสมเด็จฯที่เล่นกันอยู่ นั่นคือ วัดเกศไชโยวรวิหาร จ.อ่างทอง วัดบางขุนพรหม(วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ) และวัดระฆังโฆษิตามราม กรุงเทพฯ ทั้งสามวัดนี้ ท่านได้สร้างพระสมเด็จฯขึ้นมาจนทุกวันนี้เราก็ต่างเสาะแสวงหากันอยู่ การสร้างนั้นท่านสมเด็จฯจะปลุกเสกเดี่ยวแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นพลังจิตในพระสมเด็จฯทุกรุ่นทุกพิมพ์จึงเป็นพลังจิตของท่าน

หลังจากที่ท่านได้ร่ำเรียนจนสำเร็จวิปัสสนาญาณกรรมฐานชั้นสูง ท่านก็ได้มีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง อาจารย์คนนั้นท่านผู้อ่านอาจจะนึกเดาถูก นั่นคือ สมเด็จพรญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สุก ไก่เถื่อน เหตุที่เรียกว่าสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน เพราะมีไก่ป่า ท่านสมเด็จพระสังฆราชเอามาเลี้ยงจนเชื่องเล่นกันได้ จึงได้ฉายาว่าสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน สมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พร่ำสอนวิชาต่าง ๆ ให้จนสมเด็จฯโตเก่งแตกฉานทุกอย่าง สมัยนั้นสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนได้สร้างพระสมเด็จฯวัดพลับขึ้นมา ปลุกเสกเอง ซึ่งสมเด็จโตก็รู้ จากนั้นมาไม่นาน ท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ท่านก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆษิตาราม จากการที่ได้รับการสถาปนาเป็นถึงสมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น ท่านจำใจยอมรับ เพราะตอนนั้นในหลวงเป็นเจ้าฟ้า(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔) ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฟ้านั้นปกคลุมพื้นดินไปหมด จะหนีฟ้าก็ไม่พ้น แต่ถ้าเป็นแต่เจ้าแผ่นดินสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านมีความรู้ย่อมหนีพ้นจึงไม่รับยศ หนีออกนอกแผ่นดิน โดยเดินธุดงค์ไปหลายเดือนเพื่อหนียศ แต่นี่กษัตริย์เป็นยศถึงเจ้าฟ้าไม่พ้นจึงจำใจรับยศสมเด็จ และเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมา ขณะนั้นเองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แปลกแหวกแนวพิสดารมากมายตลกขบขันก็มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาทิเช่น มีฝรั่งต่างชาติรู้ข่าวว่าท่านสมเด็จฯโตเก่งอัจฉริยะ จึงลองภูมิปัญญาท่านสมเด็จโตว่า "จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ตรงไหน?" ท่านสมเด็จตอบฝรั่งไปว่า "จุดศูนย์กลางของโลกนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นผิวโลก ไม่ว่าฉันจะไปยืน ณ ที่ใดตรงนั้นคือจุดศูนย์กลางของโลก " ฝรั่งถามว่า ท่านพิสูจน์ให้เห็นได้ไหม ? ท่านสมเด็จฯโตท่านตอบว่า "ฉันพิสูจน์ได้แล้วท่านจะว่าอย่างไร "ฝรั่งไม่ตอบ จากนั้นสมเด็จฯโตก็ถือตาลปัตรมือหยิบสายสิญจน์แทนเชือก เอาสายสิญจน์ผูกที่ตาลปัตรเอาตาลปัตรปักดินแลังดึงเชือกสายสิญจน์ให้ตึงกาง ออก ใช้ปลายนิ้วแทนดินสอ จากนั้นก็ลากลงบนพื้นดินเป็นวงกลม ท่านสมเด็จบอกว่า วงกลมคือโลก เพราะฉะนั้นฉันยืนอยู่จุดศูนย์กลางของโลกตรงจุดที่ตาลปัตรปักดินนั้นแหละ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝรั่งยอมแพ้กลับไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านสมเด็จฯโตย่อมรู้กาลเวลาอนาคตมีครั้งหนึ่ง หญิงจีนมาขอหวยท่านสมเด็จฯโต ได้แอบมานัดกับเด็กวัดโดยแนะให้ขึ้นไปคุยกับท่านสมเด็จฯโตบนกุฏิให้เด็กวัด ชวนพูดแล้วบีบนวดไป จากนั้นเด็กวัดก็ถามท่านสมเด็จโตว่า "หลวงปู่ หวยงวดนี้มันจะออกอะไร " เมื่อท่านสมเด็จฯโตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตอบว่า ข้าตอบไม่ได้โว้ย เดี๋ยวหวยของข้าจะรอดร่อง ขณะนั้นก็บังเอิญอาเจ็กคนนี้แกแอบอยู่ใต้ถุนกุฏิแกแอบได้ยินสมเด็จฯโตพูด อย่างนั้นก็เปิดแน่บไปเลย

นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีก มีครั้งหนึ่งขณะที่ท่านสมเด็จฯโตกำลังจะไปธุระ บังเอิญเรือติดหล่มต้องเข็นเรือกัน สมเด็จฯโตท่านได้เอาพัดยศสมเด็จพระพุฒาจารย์วางไว้ในเรือแล้วรีบมาช่วยคน อื่นซึ่งเป็นลูกศิษย์เข็นเรือ บังเอิญชาวบ้านแถบนั้นแลเห็นเข้าหัวเราะชอบใจขบขัน พูดตะโตนออกมาว่า "ดูท่านสมเด็จฯเข็นเรือ" เสมือนหนึ่งล้อเลียนท่านในเชิงปัญญาขบขันเมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จฯโตก็พูด ออกมาว่า สมเด็จฯเขาไม่ได้เข็นเรือหรอกจ้ะ สมเด็จฯท่านอยู่บนเรือ ว่าแล้วท่านสมเด็จโตก็ชี้มือไปที่พัดยศในเรือ เมื่อชาวบ้านต่างได้ยินได้ฟังแลเห็นเช่นนั้น ก็เงียบกริบไม่ว่าอะไร เรื่องพิสดารอย่างนี้ก็สมีเกิดขี้นเราขอพาท่านไปดูเหตุการณ์ในอีกลักษณะ หนึ่งซึ่งเป็นเรื่องลองภูมิปัญญากัน มีครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ ๔ท่านได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้สมเด็จฯโตเข้าเฝ้าถวายพระธรรมเทศนาใน วัง เมื่อสมเด็จโตท่านมาถึงนั่งธรรมมาสน์เสร็จก็เอ่ยปากพูดว่า "ดีพระมหาบพิธก็รุ้ ชั่วพระมหาบพิธก็รู้ เพราะฉะนั้นวันนี้อากาศแจ่มใสดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้" เมื่อในหลวงได้ยินดังนั้น ก็แลเห็นสมเด็จฯโต ลุกจากธรรมมาสน์แล้วมิได้มองในหลวง ในหลวงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเรียกสมเด็จฯโตว่า “ท่านโต ท่านโต” ทำไมวันนี้ถึงเทศน์จบเร็วจัง ฉันไม่เข้าใจ ท่านโตก็เฉลยว่าที่พูดว่าอากาศแจ่มใสดี ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ ก็หมายถึงว่าวันนี้จิตใจของพระมหาบพิธรื่นเริงสดชื่น ปราศจากความหม่นหมองใจ ก็คือความหมายที่ว่าอากาศแจ่มใสดี อาตมาจึงเทศน์เพียงเท่านี้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อพระมหาบพิธได้ยินสดับรับฟังนั้นก็รู้สึกเข้าใจในความหมายเทศน์ เป็นยังไงท่านผู้อ่าน เรื่องราวแปลกแหวกแนวพิสดารแสดงถึงภูมิปํญญาและอัจฉริยะของท่านสมเด็จฯโต ยังมีอีกมากมายที่จะบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน
มีอยู่ตอนหนึ่ง ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ได้นิมนต์อารธนาสมเด็จฯโตมาเทศน์ วันนั้นท่านโตเทศน์นานแล้วนานเล่าจนกิริยาอาการของในหลวงเริ่มเหนื่อยหน่าย หงุดหงิด พอท่านโตเทศน์เสร็จ ในหลวงถามท่านโตว่า ท่านโตวันนี้ทำไมถึงเทศน์นานจัง เราเมื่อย เหนื่อย อยากจะถาม ท่านโตได้ยินดังนั้นก็ตรัสตอบไปว่า ก็วันนี้จิตใจของมหาบพิธเต็มไปด้วยความทุกข์เร่าร้อนในอารมณ์ตลอดเวลา จึงเทศน์ให้มันเย็นจึงนานไปหน่อย
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือ ในวันนั้น ท่านสมเด็จฯโตได้ออกจากกุฏิมุ่งหน้าไปธุรกิจ แจวเรือผ่านไปตามคลองชาวบ้านก็แลเห็น ต่างก็พูดขอหวยท่านโตต่าง ๆ นานา รู้กิตติศัพท์ว่า ท่านให้แม่น สงสารคนจน และเวลาเทศนาธรรมที่ใด ท่านสมเด็จฯได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ก็นำมาแจกชาวบ้านและเด็กจน ๆ แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็มิเอาไว้กับท่านเอง ครั้นพอขากลับวัด ท่านสมเด็จฯโตก็ซื้อหม้อขนมาเต็มลำเรือ โดยเจตนารมณ์จะบอกใบ้ให้ชาวบ้านจน ๆ ตีปริศนาไปแทงหวยกัน เพราะรู้ว่าหวยจะต้องออก "ม" มอม้า วันนี้ จึงซื้อหม้อมาเต็มลำเรือ บังเอิญชาวบ้านที่ท่านสมเด็จฯโตแจงเรือผ่านมาตามริมคลอง แลเห็นเข้าต่างก็ตะโกนพูดว่า "ท่านโตเป็นอะไร ทำไมถึงซื้อหม้อมาเยอะแยะนะ" แต่ก็มีชาวบ้านที่ปัญญาฉลาดตีความถูก วันนั้นพอเห็นท่านโตซื้อหม้อมาเยอะแยะรู้ว่าหวยออก ม. มอม้า จึงรีบไปแทงหวย ครั้นพอหวยประกาศออกมาปรากฏว่า ออก "ม" มอม้า นี่ก็แสดงให้ท่านผู้อ่านได้แลเห็นว่า ท่านสมเด็จฯโตเป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีใช่บุคคลธรรมดา เก่งด้วยวิปัสสนากรรมฐาน รู้อดีต รู้ปัจจุบัน และรู้อนาคต ยังมีอีกหลายต่อหลายบทตอน ที่จะหยิบยกเอามาพูดกันให้รู้ทีละตอน ๆ
มีคราวหนึ่ง ท่านสมเด็จฯโตได้สร้างพระสมเด็จฯขึ้นมาพิมพ์หนึ่ง โดยผีมือช่างหลวงช่วยแกะพิมพ์ให้ พอสร้างเสร็จปลุกเสกเสร็จท่านโตก็ได้ให้พระสมเด็จฯทรงพิมพ์นี้ ให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ติดตัวไป ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ได้นำพระพิมพ์สมเด็จฯที่สมเด็จฯโตสร้างติดตัวไปประเทศเยอรมันนี พอถึงประเทศเยอรมันou กษัตริย์เยอรมันพบ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เข้าก็แปลกใจ แลเห็นที่หน้าอกของพระองค์ มีแสงสว่างประกายออกมา จึงกราบเรียนถาม พระองค์ ว่า ในตัวท่านมีอะไร ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีพระสมเด็จฯองค์หนึ่งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ให้ติดตัวมา จึงถวายให้กับกษัตริย์เยอรมันนีไป จึงเรียกสมเด็จทรงพิมพ์นี้ว่า ทรงพิมพ์ไกเซอร์ กษัตริย์เยอรมันีชื่อว่า”พระเจ้าวิลเลี่ยมไกเซอร์”จึงให้พระพิมพ์อกครุฆ เศียรบาตรนี้ว่าพิพม์ไกเซอร์อีกชื่อหนึ่งซึ่งต่อมาหลวงพ่อแพ เขมังกโร(พระธรรมมุนี)อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ท่านก็ได้ทำสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์พิมพ์นี้เป็นที่โด่งดัง เช่นสมเด็จแพพัน เป็นต้น

หน้าถัดไป »

 
Privacy Policy
http://www.luangpohtuad.orgwww.ganeshthai.comJatukarm-Ramatep.comwww.phanganbooking.orgwelcome2kohsamui.comhttp://www.2thailand-info.orghttp://www.ibizaphangan.com
©2009 Luangpohtuad.ORG Allright Rights Reserved.