ประวัติ หลวงพ่อทวด (3)

ทราบความปรารถนานั้น ๆ จะทรงพระราชทานถวาย ขอพระคุณเจ้าอย่า ได้เกรงพระทัยเลย กาลล่วงมานาน ประมาณว่า พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์มี วัยชราแล้ว วันหนึ่ง ท่านได้เข้าเฝ้าถวายพระพรทูลลาจะ กลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์  ทรงเกรงใจท่านไม่กล้านิมนต์ขอ ร้องแต่อย่างใด ได้พระราชทานอนุญาตตามความ ปรารถนาของท่าน เมื่อพระราชมุนีสามี รามคุณูปมาจารย์กลับ ภูมิลำเนา เดิมแล้วครั้งนั้น ปรากฏมีหลักฐานว่าไว้ว่า ท่านเดินกลับทางบก ธุดงค์โปรดสัตว์เรื่อยมา เป็นเวลาช้านาน จนถึงวัดพระสิงห์บรรพต พะโคะตามแนวทางเดิน ที่ท่านเดินและ พักแรมที่ใด ต่อมาภายหลัง สถานที่ที่ท่านพักแรม นั้นเกิดเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการ เคารพบูชามาถึงบัดนี้ คือปรากฏ ว่าขณะที่ท่านพักแรมอยู่ที่บ้าน โกฏิในอำเภอปากพนัง เมื่อท่านเดินทางจาก ไปแล้วภายหลัง ประชาชนยังมีความ เคารพเลื่อมใส่ท่าน อยู่มากจึงได้ชักชวนกัน ขุดดินพูนขึ้นเป็นเนินตรงกับ ที่ท่านพักแรมไว้เป็นที่ระลึก รอบ ๆ เนินดินนั้นจึงเป็นคูน้ำ ล้อมรอบเนินและสถานที่ แห่งนี้ต่อมา ก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จน ถึงบัดนี้ เมื่อท่านเดินทางมาถึงหัวลำภูใหญ่ใน อำเภอหัวไทรในเวลานี้เป็นสถานที่ ที่มีหาดทราย ขาวสะอาดต้นลำภ ูแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นเย็นสบาย ท่านจึง อาศัยพักแรมอยู่ใต้ต้นลำภูนั้น ทำสมาธิวิปัสสนา ประชาชนในถิ่นนั้นได้พร้อมใจ กันมากราบไหว้บูชา และฟังท่านแสดงธรรมอันเป็น หลักควรปฏิบัติของ พระพุทธศาสนา ต่อมาประชาชนเพิ่มความเลื่อม ใสศรัทธาแรงกล้าจึงพร้อมใจ กันสร้าง ศาลาถวายขึ้นหนึ่งหลังและ ท่านได้จาก สถานที่นี้ไปนี้ต่อมาภาย หลังไม่นานศาลา หลังนี้เกิดเป็นศาลาศักดิ์สิทธิ์ประชาชนชาวบ้านถิ่นนั้น และใกล้เคียงจึงชักชวน กันมาทำพิธีสมโภชศาลาศักดิ์สิทธิ์ หลังนั้นเป็น การระลึกถึงท่านถือเอา วันพฤหัสบดีเป็นวันพิธีชักชวนกัน ทำขนมโคมาบวงสรวงสมโภชทุกๆ วันพฤหัสฯ เป็นประจำจนเป็น ประเพณีมาจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อท่านจากหัวลำภูใหญ่เดินทาง มาถึงบางค้อน ท่านได้หยุดพักแรมพอหายเมื่อยล้าแล้ว ก็เดินทางต่อไปจนถึง วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ หลังจากที่ท่าน จากไปแล้วสถานที่บางค้อนก็เกิดเป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏมา จนบัดนี้พระราชมุนีสามี รามคุณูปมาจารย์ หรือพระภิกษุปู่กลับ ถึงวัดพัทธสิงห์ บรรพตพะโคะ ครั้งนี้ประชาชนชื่นชม ยินดีแซ่ซ้อง สาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ ประชาชนได้พร้อมใจกันขนานนาม ท่านขึ้นใหม่เรียกกันว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ต่อมาวัดพัทธสิงห์ บรรพตพะโคะอันเป็นชื่อเดิมก็ถูกเรียกย่อ ๆ เสียใหม่ว่า "วัดพะโคะ"จนกระทั่งบัดนี้ ตามตำนานกล่าวไว้ว่า วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะนี้มีพระอรหันต์ ๓ องค์ เป็นผู้สร้างขึ้น คือ

๑. พระนาไรมุ้ย
๒. พระมหาอโนมทัสสี
๓. พระธรรมกาวา

ต่อมาพระมหาอโนมทัสสีได้เดินทางไปประเทศ อินเดียอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมศาสลับมา พระยาธรรมรังคัล เจ้าเมือง "จะทิ้งพระ" ในสมัยนั้นมีความ เลื่อมใสศรัทธา จัดการก่อสร้าง พระเจดีย์องค์ใหญ่สูงถึง ๒๐ วา ขึ้นถวายแล้ว ทำพิธีสมโภชบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุไว้ ภายในเจดีย์ องค์นั้นและคงมีปรากฏ อยู่จนบัดนี้ ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะหรือ พระราชมุนี สามีรามคุณูปมาจารย์ได้ หยุดพักผ่อนนาน พอสมควร ท่านได้ตรวจดูเห็นปูชนียสถาน และกุฏิวิหารเก่าแก่ ได้ชำรุดทรุดโทรมลง ไปมากควรจะบูรณะซ่อมแซม เสียใหม่ ดังนั้นท่านจึง ได้เดินทางเข้าไป ยังกรุงศรีอยุธยาเข้า เฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชาอีกวาระหนึ่ง (ในตำนานมิได้กล่าวไว้ว่า ท่านไปทางบกหรือไปทางน้ำ) เมื่อได้สนทนาถาม สุขทุกข์กันแล้ว ท่านก็ทูลถวายพระพรพระองค์ ตามความปรารถนาที่จะ บูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ให้พระองค์ทรงทราบ ครั้นได้ทราบจุดประสงค์ก็ทรง ศรัทธาเลื่อมใสร่วมอนุโมทนาด้วย จึงตรัสสั่งให้พระเอกาทศรถพระเจ้า ลูกยาเธอ จัดการเบิกเงินในท้องพระคลังหลวงมอบถวาย และจัดหาศิลาแลงบรรทุกเรือสำเภา ๗ ลำ พร้อมด้วย นายช่างหลวงหลายนาย มอบหมาย ให้ท่าน นำกลับไปดำเนินงาน ตามความปรารถนา ปรากฏว่า ท่านได้ทำการบูรณะซ่อมแซม และปลูกสร้าง (วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ) อยู่หลายปีจึงสำเร็จบริบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าพะโคะ เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา ยังกรุงศรีอยุธยา ครั้งหนึ่งปรากฏว่า พระองค์ทรงเลื่อมใส เคารพต่อท่านเป็นยิ่งนัก ได้ทรงพระกรุณาโปรด พระทานที่ดินนา ถวายแก่ท่านเป็นกัลปนา ขึ้นแก่วัดพัทสิงห์บรรพตพะโคะ จำนวน ๙๐ ฟ้อน พร้อมด้วยประชาราษฎรที่อาศัย อยู่ในเขตที่ดินนั้น มีอาณาเขตติดต่อ โดยถือเอาวัดพัทธสีห์บรรพตพะโคะ เป็นศูนย์กลางดังนี้

๑. ทางทิศเหนือ ตั้งแต่แหลมชุมพุกเข้ามา
๒. ทางทิศใต้ ตั้งแต่แหลมสนเข้ามา
๓. ทางทิศตะวันออก จดทะเลจีนเข้ามา
๔. ทางทิศตะวันตก จดทะเลสาบเข้ามา

ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกลับ จากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง ๘๐ ปีเศษอยู่มาวันหนึ่งท่าน ถือไม้เท้าศักดิ์ประจำตัว ไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น ๓ คด ชาวบ้านเรียกว่า ไม้เท้า ๓ คด ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งทะเลจีน และขณะที่ท่านเดินเล่น รับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่น เลี่ยบชายฝั่งมา พวกโจรสลัดจีน เห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาด เพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝัง นำเอาท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้นจะแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนได้พยายามแก้ ไขจนหมดความสามารถ เรือก็ยังไม่เคลื่อนจึง ได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน หลายคืน ที่สุดน้ำจืด ที่ลำเลียงมาบริโภคในเรือก็ได้ หมดสิ้นจึงขาดน้ำดื่ม และหุงต้มอาหาร พากันเดือดร้อน กระวนกระวายด้วยการ กระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกต เห็นเหตุการณ์ความเดือด ร้อนของพวกเรือถึงขั้นที่สุดแล้วท่านจึง เหยียบกราบเรือ ให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิว น้ำทะเล ทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกต ของพวกจีนไปเมื่อท่านยกเท้าขึ้น จากผิวน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวก โจรจีนตักน้ำตรง นั้นขึ้นมาดื่มชิมดู พวกจีนแม้ไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลอง เพราะไม่มีทางใดที่จะช่วย ตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเล เค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพ เป็นน้ำจืดเป็นที่ อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีนได้เห็น ประจักษ์ในคุณอภินิหาร ของ ท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิด แก้พวกเขาต่อไปจึงได้ พากันกราบ ไหว้ขอขมาโทษแล้วพา ท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัดถึงที่แห่งหนึ่ง ท่านหยุดพักเหนื่อยได้เอาไม้เท้า ๓ คด พิงไว้กับต้นยาง สองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน

ต่อมาต้นยางสองต้น นั้นสูงใหญ่ขึ้นลำต้น และกิ่งก้านสาขาเปลี่ยน สภาพจากเดิมกลับคด ๆ งอ ๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่น นั้นเรียกว่า ต้นยางไม้เท้า ยังมีปรากฏอยู่ถึงเวลานี้ สมเด็จพะโคะหรือพระราชมุนีสามีราม คุณูปมาจารย์ ครองสมณเพศจำพรรษา อยู่วัดพะโคะเป็นที่พึ่งของ ประชาราษฎร ์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอน ธรรมของพระพุทธองค์ประดุจ ร่มโพธิ์ร่มไทรของ ปวงพุทธศาสนิกชน ได้ตลอดมาตอนนี้ได้รับ ความกรุณาจากพระอุปัชฌาย์ดำ ติสฺสโร สำนักวัดศิลาลอย อำเภอจะทิ้งพระเป็นผู้เล่าตามนิยายต่อกันมา โดยท่านพระครูวิริยานุรักษ์ วัดตานีส โมสรเป็นผู้บันทึกความดังต่อไปนี้ ในสมัยสมเด็จเจ้าพะโคะพำนักอยู่วัดพะโคะ ครั้งนั้น ยังมีสามเณรน้อยรูปหนึ่งเข้า ใจว่าคงอาศัยอยู่วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่ อำเภอหาดใหญ่เวลานี้ สามเณรรูปนี้ได้บวชมาแต่อายุน้อย ๆ

ได้ปฏิบัติธรรมอย่าง เคร่งครัดมีความขยันหมั่นเพียร ก่อแต่การกุศลใน พระพุทธศาสนา และตั้งจิตอธิษฐาน จะขอพบพระศรีอริยะอย่างแรงกล้า อยู่มาคืนหนึ่งมีคนแก่ถือดอกไม้เดินเข้ามาหา แล้วประเคน ดอกไม้ส่งให้แล้วบอกว่า นี่เป็นดอกไม้ทิพย์ไม่รู้จัก ร่วงโรยพร้อยกับกล่าวว่า พระศรีอริยะโพธิสัตว์นั้นขณะนี้ได้จุติลงมา เกิดในเมืองมนุษย์เพื่อโปรดสัตว์ใน พระพุทธศาสนาสามเณร เจ้าจงถือดอกไม้ทิพย์ นี้ออกค้นหาเถิด หากผู้ใดรู้จักกำเนิดของดอก ไม้แล้วผู้นั้นแหละ เป็นพระศรีอริยะที่จุติมา เจ้าจงพยายามเที่ยวค้นหาคง จะพบเมื่อกล่าวจบแล้วคนแก่ นั้นก็อันตรธานหายไปทันที สมาเณรน้อยมีความปิติยินดีเป็นยิ่งนัก วันรุ่งเช้าจึงกราบ ลาสมภาร เจ้าอาวาสถือดอกไม้ทิพย์เดิน ออกจากวัดไป สามเณรเดินทางตรากตรำลำบาก ไปทั่วทุกหนทุกแห่งก็ไม่มีใครทักถามถึงดอกไม้ทิพย์ที่ตน ถืออยู่นั้นเลยแต่สามเณร ก็พยายามอดทน ต่อความ เหนื่อยยากต้องตากแดดกรำฝนไปเป็นเวลาช้านาน วันหนึ่งต่อมาสามเณรน้อย เดินทางเข้าเขต วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะในเวลาใกล้จะมืดค่ำ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงส่องรัศมีจ้าไป ทั่วท้องฟ้าและเป็นวันที่ พระภิกษุสงฆ์ลง ทำสังฆกรรมในอุโบสถ สามเณรถือดอกไม้ทิพย์เดิน เข้าไปยืนถือดอกไม้ทิพย์อยู่ริมอุโบสถรอ คอยพระสงฆ์ที่จะลงมาอุโบสถ พอถึงเวลาพระภิกษุทั้งหลาย ก็เดินทะยอยกันเข้าอุโบสถผ่าน หน้าสามเณร ไปจนหมดไม่มี พระภิกษุองค์ใดทักสามเณรเลย

เมื่อพระสงฆ์เข้านั่ง ในอุโบสถเรียบร้อยแล้ว สามเณรจึงเดินเข้า ไปนมัสการถามพระสงฆ์เหล่านั้นว่า วันนี้พระมาลงอุโบสถหมดแล้วหรือ พระภิกษุตอบว่า ยังมีสมเด็จอยู่อีกองค์วันนี้ไม่มาลงอุโบสถ สามเณรทราบดังนั้นก็กราบลา พระสงฆ์เหล่านั้น เดินออกจากอุโบสถมุ่งตรงไปยังกุฏิของสมเด็จเจ้าฯ ทันที ครั้นถึงสามเณรก็คลานเข้าไปใกล้ก้มกราบ นมัสการท่านอยู่ตรงหน้าสมเด็จเจ้าฯ สมเด็จเจ้าฯ ได้ประสพดอกไม้ในมือสามเณรถืออยู่ จึงถาม สามเณรว่า นั่นดอกไม้ทิพย์เป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ผู้ใดให้เจ้ามา สามเณรรู้แจ้งใจตามที่นิมิตจึง คลานเข้าไปก้มลงกราบที่ฝ่าเท้าแล้วประเคนดอก ไม้ทิพย์นั้นแก่สมเด็จเจ้าฯ ทันที เมื่อสมเด็จเจ้าฯ รับประเคนดอกไม้ทิพย์จาด สามเณรน้อยแล้วท่าน ได้สงบอารมณ์อยู่ชั่วครู่มิได้พูดจา ประการใด แล้วลุกขึ้นเรียกสามเณรเดินตรง เข้าไปในกุฏิปิด ประตูลงกลอน และเงียบหายไป ในคืนนั้น มิได้มีร่องรอยแต่อย่างใดเหลือไว้ให้พิสูจน์จนเวลาล่วง เลยมาบัดนี้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว การหายตัวไปของ สมเด็จเจ้าพะโคะ ครั้งนั้นประชาชน เล่าลือกัน ว่าท่านได้สำเร็จสู่สวรรค์ไปเสียแล้ว ด้วยอำนาจบุญบารมีอภินิหารท่านแรงกล้า ตามที่กล่าวลือกันเช่นนี้เพราะมีเหต ุอัศจรรย์ปรากฏขึ้นในคืนนั้นว่าบนอากาศ บริเวณวัดพะโคะ ได้มีดวงไฟโตขนาดเท่าดวงไต้ส่องรัศมีต่าง ๆ เป็นปริมณฑลดัง พระจันทร์ทรงกลด ลอยวนเวียนรอบบริเวณ วัดพะโคะส่องรัศมีจ้าไปทั่ว บริเวณวัดเมื่อดวง ไฟดวงนั้นลอยวน เวียนอยู่ครบสามรอบแล้ว ลอยเคลื่อนไปทางทิศอาคเนย์เงียบหาย มาจนกระทั่งบัดนี้ วันรุ่งเช้าประชาชนมา ร่วมประชุมกันที่วัดแล ะต่างคนต่างก็เข้าใจว่าสมเด็จเจ้าฯ ท่านสำเร็จสู่สวรรค์ไปจึง ได้พากันพนมมือ ขึ้นเหนือศรีษะพร้อม กับเปล่งเสียงว่า สมเด็จเจ้าพะโคะโล่ ไปเสียแล้วเจ้าข้าเอย เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไป จากวัดพะโคะครั้งนั้น สมเด็จเจ้าฯ ท่านได้ทิ้งของสำคัญไว้ให้เป็น ที่สักการะบูชาของประชาชน ตลอดมาคือ ๑. ดวงแก้วที่พระยางูใหญ่ให้ครั้งเป็น ทารกอยู่ในเปล ๑ ดวง และสมภารทุกๆ องค์ของวัดพะโคะได้ เก็บรักษาไว้จนถึงบัดนี้ปรากฏว่า แก้วดวงนี้ ไม่มีใครกล้านำออกจากบริเวณวัดพะโคะ เพราะเกรงจะเกิดภัย ๒. ก่อนที่สมเด็จเจ้าฯ จะโล่หายไปปรากฏว่า ท่านได้ขึ้นไปทำ สมาธิอยู่บนชะง่อนผาภูเขาบาท ได้เอาเท้าซ้ายเหยียบลงบนลาดผาลึกเป็นรอยเท้าเป็นท ี่สัก การะบูชาของประชาชน มาจนกระทั่งบัดนี้ (ท่านพระครูวิสัยโสภณวัดช้างให้ได้ไปนมัสการมาแล้ว) สมัยที่สมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไปจากวัดพะโคะ ตำบลชุมพล อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา

ครั้งนั้นได้มีพระภิกษุชรารูปหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองรัฐ ไทรบุรีเวลานี้ พระภิกษุรูปนี้เป็น ปราชญ์ทางธรรม และเชี่ยวชาญทางอิทธิอภินิหารเป็นยอดเยี่ยม ชาวเมืองไทรบุรีมีความ เคารพเลื่อมใสมาก ซึ่งสมัยนั้นคนมลายูในเมือง ไทรบุรีนับถือศาสนาพุทธ ต่อมาท่านก็ได้เป็นสมภารเจ้าวัดแห่งหนึ่งในสมัยนั้น มีเรื่องชวนคิดอยู่ว่า พระภิกษุชรารูปนี้ไม่มีประชาชนคนใดจะทราบได้ว่า ท่านชื่ออย่างไร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครซักถาม จึงพากันขนานนาม เรียกกันว่า " ท่าน ลังกาองค์ดำ " ท่านปกครองวัดด้วยอำนาจธรรม และอภินิหารอย่างยอดเยี่ยม เป็นที่พึ่งทางธรรมปฏิบัติและ การเจ็บไข้ได้ทุกข์ของ ประชาชน ด้วยความเมตตาธรรม ประชาชนเพิ่มความเคารพเลื่อมใสท่าน ตลอดถึงพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีสมัยนั้น และท่านมีความสุขตลอดมา ( ท่านลังกาองค์นี้จะเป็นเจ้าพะโคะใช่หรือไม่ ขอให้อ่านต่อไป ) เมื่อข้าพเจ้าผู้เขียนยังหนุ่มๆ หรือประมาณ ๔๕ ปีมาแล้ว ได้อ่านหนังสือตำนานเมืองปัตตานี ซึ่งรวบรวมโดยคุณพระศรีบุรีรัฐ ( สิทธิ์ ณ สงขลา ) นายอำเภอชั้นลายครามของอำเภอยะหริ่ง เรียบเรียง มีข้อความตอนหนึ่งว่าสมัยนั้น พระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีปรารถนา จะหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมืองให ้ เจ๊ะสิตีน้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดี ได้เวลา ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยงสัตย์อธิฐาน ปล่อยช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ออกเดินป่าหรือ เรียกว่าช้างอุปการ เพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง ท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวาร เดินตามหลังช้าง นั้นไปเป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่งช้างได้เดินไปหยุดอยู่ ณ ที่ป่าแห่งหนึ่ง ( ที่วัดช้างให้เวลานี้ ) แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น ๓ ครั้งพระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตที่ดีจะสร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้ แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิฐาน ให้ช้างดำเนินหาที่ใหม่ต่อไป ได้เดินรอนแรมหลายวัน เวลาตกเย็นวันหนึ่ง ก็หยุดพักพลบริวาร น้องสาวถือโอกาสออกจากที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะนั้นมี กระจงสีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไปนางอยากจะได้กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ลอม จับกระจงตัวนั้น ได้วิ่งวกไปเวียนมาบนหาด ทรายอันขาวสะอาดริมทะเล ( ที่ตำบล กือเซะเวลานี้ ) ทันใดนั้น กระจงก็ได้อันตรธานหายไป นางเจ๊ะสิตีรู้สึก ชอบที่ตรงนี้มาก จึงขอให้พี่ชาย สร้างเมืองให้ เมื่อพระยาแก้มดำ ปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวารให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่า เมืองปะตานี ( ปัตตานี ) ขณะนั้น พระยาแก้มดำเดินทางกลับมา ถึงภูมิประเทศที่ช้างบอกให้ครั้งแรก ก็รู้สึกเสียดายสถานที่ จึงตกลงใจหยุดพักแรม ทำการแผ้วถางป่า และปลูกสร้างขึ้นเป็นวัด ให้ชื่อว่า วัดช้างให้มาจนบัดนี้ ต่อมาพระยาแก้มดำ ก็ได้มอบถวายวัดช้างให้แก่ท่าน ลังกาครอบครอง อีกวัดหนึ่ง พระภิกษุชราองค์นี้ ท่านอยู่เมืองไทรบุรีเขาเรียกว่า ท่านลังกาเมื่อท่าน มาอยู่วัดช้างให้ชาวบ้านเรียกว่าท่านช้างให้เป็นเช่นนี้ตลอดมา ขณะที่ท่านลังกาพำนัก อยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรีวันหนึ่งอุบาสก อุบาสิกา และลูกศิษย์อยู่พร้อม หน้าท่านได้พูดขึ้น ในกลางชุมนุมนั้นว่า ถ้าท่านมรณภาพเมื่อใดขอให้ช่วยกันจัดการ หามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วยและขณะ หามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเน่าไหลลงสู่พื้นดินที่ตรง นั้นจงเอาเสาไม้แก่น ปักหมายไว้ต่อไปข้าง หน้าจะเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่มาไม่นานท่านก็ได้มรณภาพลง ด้วยโรคชรา คณะศิษย์ผู้เคารพในตัวท่านก็ได้จัดการตาม ที่ท่านสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อทำการ ฌาปณกิจศพท่านเรียบ ร้อยแล้วคณะศิษย์ผู้ไป ส่งได้ขอแบ่งเอาอัฐิของ ท่านแต่ส่วนน้อยนำกลับไปทำสถูปที่วัด ณ เมืองไทรบุรีไว้เป็นที่เคารพบูชา ตลอดจนบัดนี้สมเด็จเจ้าพะโคะกับ ท่านช้างให้หรือหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืดนี้สมัย ท่านยังมีชีวิตมีชื่อที่ใช้เรียกท่านหลาย ชื่อเช่น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านลังกา และท่านช้างให้ แต่เมื่อท่านมรณภาพแล้วเรียกเขื่อน หรือสถูปศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอัฐิของท่านว่า "เขื่อนท่าน ช้างให้" แต่ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มีการสร้าง พระเครื่องต่างองค์ท่านให้ชื่อว่า ท่านช้างให้ แต่ท่านไม่เอาท่านบอกให้ชื่อว่า "หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด" ดังมีเรื่องกล่าวต่อไปนี้

๑. ก่อนที่เขื่อนหรือสถูปจะปรากฏ ความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นครั้งแรก เล่าต่อๆ กันมาว่ามีเด็กชายลูกชาวบ้าน คนหนึ่งพ่อเขาไล่ตี เด็กคนนั้นวิ่หนีเข้าไปใน บริเวณวัดช้างให้แล้หายตัวไปซึ่งขณ ะนั้นเป็นวัดร้าง เมื่อพ่อของเด็กไล่ตามเข้าไป ในวัดก็มิได้เห็นตัวเด็ก เขาได้ค้นหาจนอ่อนใจ ก็ไม่พบจึงกลับบ้านชวน เพื่อนบ้านช่วยกันค้นหา ขณะที่พวกชาวบ้านผ่านเข้าเขต วัดก็เห็นเด็กนั้นเดินยิ้มเข้า มาหาและหัวเราะพูดขึ้นว่า พ่อของมันดุร้ายไล่ทุบ ตีลูกไม่มีความสงสาร กูเห็นแล้วอดสงสาร ไม่ได้จึงเอามันไปซ่อนไว้ พวกชาวบ้าน ก็ตื่นตกงกงันเพราะเด็ก นั้นพูดแปลกหูผู้ฟังเป็นเสียง ของคนแก่แต่เด็กพูดต่อไปว่า พวกสูไม่รู้จักกูหรือ กูชื่อท่านเหยียบน้ำทะเลจืด ผู้ศักดิ์สิทธิ์เจ้าของเขื่อนนี้ (สถูป) พวกสูจะลองดีก็จงเอาน้ำเกลือใส่อ่างมากูจะ ทำให้ดู มีชาวบ้านผู้หนึ่ง ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เด็กชายนั้นก็ยื่นเท้าลง เหยียบน้ำเกลือ ในอ่างทันทีและบอกให้ชาว บ้านชิมน้ำเกลือนั้นดู ได้ประจักษ์ว่าน้ำนั้นมี รสจืดเป็นน้ำบ่อเป็นที่อัศจรรย์นัก เด็กนั้นพูดอีกว่า พวกสูยังไม่เชื่อกูก็ให้ก่อไฟขึ้น ชาวบ้านก็ทำตาม ขณะกองไฟลุกโชนเป็นถ่านแดงดีแล้วเด็กประทับทรง ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดก็กระโดดเข้าไปยืนอยู่ในกลางกองไฟอันร้อนแรง ยิ้มแล้วถามว่าสูเชื่อหรือยัง พ่อของเด็กตกใจเกรงลูกจะ เป็นอันตรายจึงก้มลงกราบ ไหว้ขอโทษเด็กนั้นจึงเดินออกจากกองไฟเป็นปกติ

๒. ครั้นท่านพระครูวิสัยโสภณ (ท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร) เข้ามาครอง วัดช้างให้ใหม่ๆ ท่านข้องใจเรื่องเขตวัดของเดิมเพราะ ถามชาวบ้านไม่มี ใครรู้ คืนวันหนึ่งท่านฝันว่าพบคนแก่ ยืนอยู่กลางลานวัด ท่านถามถึงเขตวัดตาม ความข้องใจ คนแก่นั้นบอกว่า ให้ไปถามท่าน เหยียบน้ำทะเลจืดในเขื่อน คนแก่จึง นำท่านพระครู ฯ ไปเห็นพระภิกษุเฒ่าเดินออก จากในเขื่อนสามองค์ปรากฏว่า

๑. หลวงพ่อสี
๒. หลวงพ่อทอง
๓. หลวงพ่อจันทร์

องค์หลังสุดถือไม้เท้าใหญ่ ๓ คด เดินยันออกมางกงันเพราะความชรา มากกว่าองค์ใดๆ คนแก่จึงบอกว่าองค์นี้แหละ ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดท่านจึงเอา แขนกอดคอท่านพระครู ฯ นำเดิน ชี้เขต วัดเก่าให้ทราบทั้ง ๔ ทิศ ตลอดถึงเนินดินซึ่งเป็นโบสถ์โบราณและบันดาล ให้ท่านอาจารย์ฯได้เห็นวัตถุต่างๆ ในหลุมนิมิตซึ่งเป็นของไม่มีค่า เช่น พระพุทธรูป หล่อด้วยเงิน ๑ องค์ เมื่อจะกลับเข้าไปในเขื่อนท่านได้สั่งว่า ต้องการอะไรให้บอกแล้วเข้า ในเขื่อนหายไป "คำว่าเอาอะไรให้บอก คำนี้สำคัญมาก คราวต่อมาโบสถ์ก็สำเร็จ พระเครื่องก็ศักดิ์สิทธิ์
...........................................................................................................
                   «อ่านหน้าที่แล้ว        ||       อ่านต่อหน้าต่อไป »
...........................................................................................................


 
 
 
www.thailand-buddha.comwww.ganeshthai.comJatukarm-Ramatep.comwww.phanganbooking.orgwelcome-kohsamui.comhttp://www.2thailand-info.orghttp://www.ibizaphangan.com
©2009 Luangpohtuad.ORG Allright Rights Reserved.