การนองเลือดในวังปัตตานี
ระหว่าง พ.ศ. 2115-2127 (ค.ศ.1572-1584) การที่สุลต่านมันศูรฺ ชาห์ ยกราชสมบัติให้ปาติกสยาม (Patik Siam)ขึ้นครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๑๕-๒๑๑๖ นั้น ทำให้ราชาบัมบัง (Raja Bambang)โอรสของมุฏ็อฟฟัรฺ ชาห์ ที่ประสูติจากมเหสีองค์ที่ 2 ไม่พอใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนั้น ปาติกสยามยังทรงพระเยาว์อยู่อยู่ ส่วนราชาบัมบังนั้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในขณะที่สุลต่านมันศูรฺ ชาห์ยังมีชีวิตอยู่นั้น เจ้าเมืองสายพี่เขยของ พระองค์ที่มีนามว่า ราชาญะลาลได้สิ้นชีวิตลง พระองค์จึงแต่งตั้ง ให้ขุนนางคนหนึ่งไปเป็นเจ้าเมืองแทน และเชิญให้พระนางอาอิชะฮฺ พี่สาวของพระองค์เสด็จกลับ ไปอยู่เมืองปัตตานี เมื่อปาติกสยาม ขึ้นครองราชย์ พระนางอาอิชะฮฺจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สุลต่านปาติกสยาม ครองราชย์ไม่ถึงหนึ่งปี เหตุการณ์นองเลือดครั้งแรก ในราชวังปัตตานีก็เกิดขึ้น คือวันหนึ่งราชาบัมบัง พี่ชายต่างมารดา ของพระองค์เข้าไปในราชวัง เมื่อพระนางอาอิชะฮฺเห็นท่าทางของ ราชาบัมบังไม่ค่อย น่าไว้ใจ จึงเข้าไปป้องกันสุลต่านปาติกสยาม ราชาบัมบังจึงแทงทั้งพระนางและองค์สุลต่าน ปาติกสยาม ทั้งสองพระองค์พร้อมกัน เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ แพร่ในวังแล้ว จึงมีการจับตัวราชาบัมบังมาประหารชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1573 โอรสของสุลต่าน มันโชร์ ชาห์ ชื่อ บาฮาดูร์ ชาห์ ขึ้นครองเมืองแทน ต่อมาในปี ค.ศ. 1584 ประวัติศาสตร์ปัตตานีซ้ำรอยอีก กล่าวคือ วันหนึ่งตอนเช้ามืดขณะที่ องค์สุลต่าน บาฮาดูร์ ชาห์ ตื่นจากบรรทมและออกไปที่ประตู พระราชวัง เจ้าชายบีมา พี่ชายต่างมารดาของพระองค์ ก็เข้าไปแทงพระองค์ทันที ทำให้องค์สุลต่านสิ้นชีวิต แล้วเจ้าชาย บีมาก็ถูกปลงพระชนม์ ในขณะที่ขี่ช้างหนีออกจากพระราชวัง
สมัยรานีหญิง
สมเด็จ พระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรง ราชา นุภาพ ทรงทำคำ อธิบาย เรื่องเมือง ปัตตานี ไว้ตอนหนึ่ง ความว่า "จดหมายเหตุ เก่าหลายเรื่องที่พวกพ่อค้าฝรั่ง ซึ่งไปมา ค้าขาย ครั้งแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ตลอดจน แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้จดไว้ กล่าวต้องกันว่าประเพณี การปกครอง เมืองปัตตานี มีการเลือก ผู้หญิง ในวงศ์ตระกูล เจ้าเมือง ซึ่งมี อายุมาก จนพ้นเขต ที่จะ มีบุตร ได้ เป็นนางพระยา ว่าราชการเมือง สืบๆ กันมา ประเพณี อย่างนี้ ใช้ใน บางเมือง ในเกาะ สุมาตราก่อน แล้วพวกเมือง ปัตตานี จึงเอาอย่าง มาใช้ เพิ่งเลิก ประเพณีนี้ ในชั้น กรุงศรี อยุธยา เป็นราชธานี ในตอนหลัง"
ประวัติเมือง ปัตตานี ฉบับอักษรยาวี ของนายหะยีหวันอาซัน บันทึกว่า เมืองปัตตานี ปกครอง โดยเจ้าหญิง เป็นครั้งแรก ในสมัย อยุธยา ระหว่างปี พ.ศ.๒๑๒๗ จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ.๒๒๒๗ ติดต่อ กัน ๔ องค์ด้วยกัน เจ้าหญิง องค์แรก ไก้แก่ เจ้าหญิง ฮียา (เจ้าหญิงเขียว) องค์ที่ ๒ ชื่อเจ้าหญิงบีรู (เจ้าหญิงน้ำเงิน) องค์ที่ ๓ เจ้าหญิงอูงู (เจ้าหญิงม่วง) องค์ที่ ๔ เจ้าหญิงกูนิง (เจ้าหญิงเหลือง) ซึ่งเป็น เจ้าหญิง องค์สุดท้าย แห่งวงศ์ โกตามหลิฆัย หลังจากสุลต่านบะฮฺดูร สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่มีรัชทายาทที่เป็นชายองค์ใดที่จะขึ้นครองเมืองต่อ ด้วยเหตุนี้เมืองปัตตานีจึงมีรานีครองเมืองหลายสมัย องค์แรกคือรานีฮิเยา ขึ้นครองเมืองใน ค.ศ.1584 สมัยราชินีองค์นี้ มีการขุดคลองชลประทานหลายสาย กิจการค้าเจริญรุ่งเรือง ชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวโปรตุเกส และฮอลันดา ชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อ Mandel Slohe ไปถึงปัตตานีสมัยนั้น ได้บันทึกว่า "เมือง ปัตตานีเป็นเมืองที่บริบูรณ์ ชาวปัตตานีสามารถรับประทานผลไม้หลายชนิดในทุกๆ เดือน ไก่ที่นี่ ออกไข่วันละ2ครั้ง มีข้าวมากมีเนื้อหลายชนิดเช่น เนื้อวัว แพะ ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง เนื้อกวางแห้ง กระจง และนกต่างๆ และผลไม้เป็นร้อยๆ ชนิด" ซึ่งแสดง ถึงปัตตานีในสมัยนั้นมีความ เจริญรุ่งเรืองมาก
รานีฮิเยา ครองเมือง ถึงปี ค.ศ.1616 ก็สิ้นพระชนม์ ชาวปัตตานี รุ่นหลังๆขนานนามพระนางว่า"มัรหูมตัมบังงัน"เนื่อง จากพระนาง เป็นผู้ให้ขุดคลอง จากบ้านกรีเซะไปยังท่าเรือตัมบังงัน เมื่อรานีฮิเยา สิ้นพระชนม์แล้ว รานีบิรูขึ้นครองเมืองต่อ ในสมัยนี้เอง องค์สุลต่าน อับดุลเฆาะฟูรฺแห่งปะหังได้สิ้นพระชนม์ลง รานีบีรูจึงส่งคนไปรับ เจ้าหญิงอูงู ที่เป็นชายาของสุลต่านปะหัง กลับมาอยู่ที่ปัตตานีพร้อมกับ บุตรีที่ได้กับสุลต่านปะหัง รานีบีรูได้สั่งให้หล่อปืนหลายกระบอก เพื่อต้านศัตรู ปืนที่ใหญ่ที่สุดมี 3 กระบอก โดยมีชาวจีนฮกเกี้ยน แซ่ หลิม (หลิมโต๊ะเคี่ยม)พี่ชาย ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นนายช่างหล่อ ปืนใหญ่สองกระบอกแรกชื่อ "ศรีนาฆารา"(ศรีนคร) และ (ศรีปัตตานี) ยาว 3 วา 1 ศอก 1 คืบ 1 นิ้ว กระบอกที่สามเล็กสุดชื่อ"มหาลาลอ" หรือ "มหาเลลา" ยาว 5 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว ต่อมาในปี 1624 รานีบีรูสิ้นพระชนม์ รายาอูงูขึ้นครองราชย์ต่อ
ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) มาเยือนปัตตานีสมัยนั้น ได้เขียนว่า"เมืองปัตตานีมี 43 แคว้น รวมถึงตรังกานูและกลันตัน แต่เมื่อโอรสของสุลต่านยะโฮร์ได้อภิเษก กับราชธิดา ของรายาปัตตานี เมือง ตรังกานูก็เข้าไปอยู่ภายใต้ การปกครองของยะโฮร์ สุลต่านยะโฮร์ได้ส่งขุนนางคนหนึ่งไปครอง ที่นั่น ปัตตานี จึงเหลือเพียง 42 แคว้น....ปัตตานีมีเมืองท่าสองแห่งคือ กวาลาปัตตานี(เดี๋ยวนี้ชาวบ้านเรียกว่ากวาลารา หรือกวาลาโต๊ะอาโก๊ะ) และกวาลาบึเกาะฮฺ(ปากน้ำปัตตานีปัจจุบัน...)...พลเมืองปัตตานี ในขณะนั้น มีชาย ผู้มีอายุเกิน 16 ปี รวมทั้งสิ้น 150,000 คน เมืองปัตตานีมีผู้คนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านเรือน นับเป็นเมืองใหญ่ แห่งหนึ่ง จากประตูราชวังจนถึงหมู่บ้านบานา(บันดัร)มีบ้านเรือน ไม่ขาดไม่สาย ถ้าหากแมวตัวหนึ่งเดินบนหลังคาบ้านเหล่านั้น จากราชวังจนถึงปลายสุด มันจะเดิน ได้ตลอดโดยไม่จำเป็นต้องเดิน บนพื้นดินเลย..." ในปี ค.ศ. 1635 รานีอูงูสิ้นพระชนม์ และรานีกูนิงขึ้นครองเมืองปัตตานีต่อ
สมัยเลือกสุลต่าน
รานีกูนิงสิ้นพระชนม์ในราวปี ค.ศ. 1688 หลังจากนั้นไม่มีทายาท องค์ใดในราชวงศ์ศรีวังษาที่จะเป็นสุลต่าน หรือรายาได้อีก ฝ่าย ขุนนางจึงตั้ง บาการ์(บากัล) ซึ่งเป็นเชื้อสายสุลต่านกลันตัน และเป็นขุนนางคนหนึ่งของปัตตานี อยู่ที่หมู่บ้าน"ตะโละ" ให้เป็น สุลต่าน แต่สุลต่านองค์นี้ครองปัตตานีได้เพียง 2 ปีก็สิ้นพระชนม์(ค.ศ. 1690) ชนรุ่นหลังขนานนามสุลต่านองค์นี้ว่า "มัรฮูม ตะโละ"ต่อมา บรรดาขุนนางได้เชิญโอรสของสุลต่านกลันตันมาเป็นสุลต่าน มีนามว่า อามัส กลันตัน ครองราชย์เป็นเวลา 17 ปี (1690-1707) ก็สิ้นพระชนม์ คนรุ่นหลังขนานนามว่า "มัรฮูมกลันตัน" โอรสของพระองค์ที่มีนามว่า อามัส จายัม ขึ้นครองเมืองต่อ แต่ครองอยู่เพียงสามปี(1707-1710)ก็ถูกขับจากตำแหน่งและแต่งตั้ง รานีเดวีขึ้นครองเมืองอยู่ 9 ปี(1710-1719) ก็อำลาจากบัลลังก์ บรรดา ขุนนางจึงแต่งตั้ง สุลต่านแห่งบึนดัง บาดัน ขึ้นครองเมือง อยู่ 4 ปี(1719- 1723) ถูกขุนนางคนหนึ่งชื่อ ลักษมะนาแห่งดายัง ขับจากตำแหน่ง และตั้งตัวเองเป็นสุลต่าน ปัตตานี แต่สุลต่านลักษณมะนาครองเมืองอยู่เพียง 11 เดือน ก็ถูกขุนนางอื่นๆ ขับ อีกและอัญเชิญสุลต่าน อามัส จายัม จากกลันตันซึ่งเคยครองเมือง มาแล้วในระหว่างปี ค.ศ. 1707-1710 ขึ้นครองเมืองปัตตานีอีก ครั้งหนึ่ง สุลต่าน อามัส จายัม ครองเมืองอยู่ 2 ปี (1724-1726) ก็สิ้นพระชนม์ สุลต่าน อาลุง ยูนุส ขึ้นครองเมืองปัตตานี แทน มัสยิดกรือเซะ ซึ่งขณะนี้ยังสร้าง ไม่เสร็จก็เป็นมัสยิดที่สร้างในสมัย สุลต่าน อาลุง ยูนุสนี้เอง สุลต่าน อาลุง ยูนุส ครองเมืองอยู่ 11 เดือนก็เกิดสงครามกลางเมือง ก็สิ้นพระชนม์ ใน ค.ศ. 1729
หลังจากนั้นบรรดาขุนนางต่างๆก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เมืองปัตตานีจึง ไร้สุลต่านผู้ครองเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึงต่อมา ขุนนางคนหนึ่ง อยู่ที่บ้านดาวัย(เดี๋ยวนี้อยู่ในอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี) มีอิทธิพลขึ้นมา และตั้งตนเป็นผู้นำ ขนานนามว่า สุลต่านมุฮำหมัด เมืองปัตตานีนับแต่สมัยสุลต่านบาการ์เป็นต้นมาไม่มีศัตรูจาก ต่างประเทศมารบกวน เพราะสมัยนั้นประเทศใกล้เคียงกำลังปั่นป่วน มีการขบถและแย่งอำนาจ และเกิดสง ครามกลางเมืองขึ้นอีกด้วย
[
อ่านหน้าต่อไป ]