ประวัติหลวงพ่อทวด | ประวัติเมืองปัตตานี | ประวัติวัดช้างให้ | บทแผ่เมตตาหลวงพ่อทวด | หนังตะลุง | วัดห้วยมงคล | แผนที่วัดช้างให้ | สมเด็จพุฒาจารย์โต | หลวงพ่อแดง
 
 
   
..... ................................................................................................................................................................................................................................................ .....
เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นแรก
คาถาบูชาหลวงพ่อทวด
  นะโม 3 จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สวดบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุธธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

คาถาบูชาหลวงปู่ทวด
นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติภะคะวา
หลวงพ่อทวด องค์ใหญ่ที่สุดในโลก วัดห้วยมงคล หัวหิน
หลวงพ่อทวด วัดห้วยมงคล หลวงปู่ทวด
ขอบคุณรูปจาก http://www.moohin.com
 
ชมหนังตะลุง มรดกถิ่นใต้

 
หนังตะลุง คือ ศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นอย่างหนึ่งของภาคใต้ เป็นการเล่าเรื่องราว ที่ผูกร้อยเป็นนิยาย ดำเนินเรื่องด้วยบทร้อยกรอง ที่ขับร้องเป็นสำเนียงท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่าการ "ว่าบท" มีบทสนทนา แทรกเป็นระยะ และใช้การแสดง เงาบนจอผ้า เป็นสิ่งดึงดูดสาย ตาของผู้ชม ซึ่งการว่าบท การสนทนา และการแสดงเงานี้ นายหนังตะลุงเป็น คนแสดงเองทั้งหมด
 
 
 
หลวงพ่อทวด สก เนื้อว่านขาวผสมสมเด็จบางขุนพรหม 2500

หลวงพ่อทวด สก เนื้อว่านขาวผสมสมเด็จบางขุนพรหม 2500
วีดีโอประวัติหลวงพ่อทวด (หลวงปู่ทวด)
มีทั้งหมด 10 ตอน ท่านสามารถดูได้เพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่
.....
ประวัติ หลวงพ่อทวด (1)
ประวัติ หลวงพ่อทวด

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทย
ทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์ สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย ์และ อภิญญาแก่กล้า จนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกัน มาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อน และขยายวงกว้างออก ไปกลายเป็นความเชื่อ ความศรัทธาอย่างฝังใจ
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ
เรื่องราวต่อไปนี้ ผู้เขียนได้รวบรวม จากหนังสือ อ้างอิงหลายเล่ม ทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ หนังสือและ เอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวด คือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้าง คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและ พระศาสนา ไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจ แก่อนุชน รุ่นหลังสืบไป

มีการล่ำลือกันมาหลายร้อยปีว่า ในดินแดนทาง ภาคใต้นั้นมีพระภิกษุ ชั้นสมเด็จใหญ่อยู่ถึง 4 องค์

1. สมเด็จเจ้าเกาะยอ
2. สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่
3. สมเด็จเจ้าจอมทอง
4. สมเด็จเจ้าพะโคะ

 




ประวัติโดยพิศดารของ หลวงพ่อทวด(สมเด็จพะโคะ)

ประวัติหลวงพ่อทวด
ได้คัดลอกจากประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เวปไซต์ http://www.watchanghai.com เพื่อ ร่วมประกาศ ชื่อเสียงพระเดช พระคุณท่านสมเด็จเจ้า  พะโคะและเล่าขานตำนาน ศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อทวดต่อไป ตามตำนาน กล่าวไว้ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะองค์นี้ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระราช มุณีสามีรามคุณูปมาจารย์" จากสมเด็จพระมหาธรรมราชา สมัยพระองค์ ครองกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีและกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ชาตะ วันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๒๕ บิดาชื่อตาหู มารดาชื่อ นางจันทร์ มีอายุมากแล้วจึงคลอดบุตรเป็น ชายชื่อเจ้าปู่ และได้คลอดบุตรคน นี้ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ในเวลานี้) ตาหู นางจันทร์ เป็นคนยากจน ได้อาศัยอยู่กับ คหบดีผู้หนึ่งซึ่ง ไม่ปรากฏนาม สองสามีภรรยาเป็นผู้ตั้งมั่น อยู่ในศีลธรรม เมื่อนางจันทร์ออกจากการอยู่ไฟ เนื่องจากการคลอดบุตร แล้ว วันหนึ่งนางจันทร์ ได้อุ้มลูกน้อย พร้อมด้วยสามีออกไปทุ่งนา เพื่อช่วยเก็บข้าว ให้แก่เจ้าของบ้านที่พลอยอาศัย ครั้นถึงทุ่งนาได้เอา ผ้าผูกกับต้นเหม้าและต้นหว้า ซึ่งขึ้นอยู่ใกล้กันให้ลูกนอน แล้วพากัน ลงนาเก็บเกี่ยวข้าวต่อไป

อัศจรรย์ทารก

ขณะที่สองผัวเมีย กำลังเก็บเกี่ยวข้าวอยู่นั้น   นางจันทร์ได้เป็น
ห่วงลูกและได้เหลียวมามองที่เปล ปรากฎว่ามีงูบองตัวโตกว่าปกติ ได้ขดตัวรวบรัด เปลที่เจ้าปู่นอน สองสามีภรรยาตกใจร้องหวีดโวย วายขึ้นเพื่อนชาวนาที่เกี่ยว ข้าวอยู่ใกล้เคียงก็รีบพากันวิ่งมาดู แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถ ช่วยอะไร ได้งูใหญ่ตัวนั้น เห็นคนเข้าใกล้ก็ชูศรีษะสูงขึ้น ส่งเสียงขู่คำรามดัง อย่างน่ากลัวจึงไม่มีใคร กล้าเข้าไปใกล้เปลนั้นเลย ฝ่ายนายหู นางจันทร์ผู้ตั้งมั่นอยู่ใน บุญกุศลยืนนิ่งพินิจพิจารณาอยู่ ปรากฏว่างูใหญ่ตัวนั้นมิ ได้ทำอันตราย แก่บุตรน้อยของตนเลย จึงเกิดความสงสัยว่างูบอง ใหญ่ตัวนี้น่าจะเกิดจาก เทพนิมิตรบันดาล คิดดังนั้นแล้วก็พากัน หาดอก ไม้และเก็บรวงข้าว เผาเป็นข้าวตอกนำ มาบูชาและกราบ ไหว้งูใหญ่ พร้อมด้วยกล่าวคำ สัตย์อธิษฐานขอให้ลูกน้อยปลอดภัย ในชั่วครู่นั้นงูใหญ่ก็คลาย ขนดลำตัวออกจาก เปลอันตรธานหาย ไปทันที นายหูนางจันทร์และเพื่อน พากันเข้าไปดูทารกที่ เปลปรากฏว่าเจ้าปู่ยังนอนหลับ เป็นปกติอยู่ แต่มีแก้วดวงหนึ่ง วางอยู่ที่คอในที่ลุ่ม ใต้ลูกกระเดือกแก้วดวง นั้นมีสีแสงรุ่งเรือง เป็นรัศมีหลากสี สองสามีภรรยาจึง เก็บรักษาไว้ คหบดีเจ้าของบ้าน ทราบความจึงขอแก้ว ดวงนั้นไว้เป็น กรรมสิทธิ์ตาหูนางจันทร์ก็จำใจ มอบให้ คหบดีผู้นั้นเมื่อ ได้แก้วพญางูมา ไว้เป็นสมบัติของ ตนแล้วต่อมา ไม่นานก็เกิดวิปริต ให้ความเจ็บไข้ได้ ทุกข์แก่คหบดีจน ไม่มีทางแก้ไขได้ จนถึงที่สุดคหบดีเจ้าบ้านจึงคิด ว่าเหตุร้ายที่เกิด ขึ้นครั้งนี้คง เป็นเพราะ ยึดดวงแก้วพญางูนั้น ไว้จึงให้โทษ และเกรงเหตุร้ายจะลุกลามยิ่ง ๆ ขึ้น จึงตัดสินใจ คืนแก้วดวงนั้นให้สอง สามีภรรยากลับคืนไป ต่อมาภายในบ้าน และครอบ ครัวของคหบดีผู้นั้นก็ ได้อยู่เย็นเป็นสุขตามปกติ


แก้ววิเศษ


ขณะที่นายหูนางจันทร์ ได้ครอบครอง แก้ววิเศษอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าของบ้าน ก็มีความเมตตา
สงสารไม่ใช้งาน หนัก การทำมาหาเลี้ยงชีพ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นลำดับอยู่สุขสบาย ตลอดมา เมื่อกาลล่วงมานาน จนเจ้าปู่อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้นำไปถวายสมภารจวง ให้เรียนหนังสือ ณ วัดดีหลวง เด็กชายปู่ศึกษาเล่าเรียน มีความเฉลียวฉลาด ยิ่งกว่าเพื่อนคนใด ๆ เมื่อเด็กชายปู่มีอายุ ๑๕ ปี สมภารจวงผู้เป็นอาจารย์ได้บวช ให้เป็นสามเณร ต่อมาท่านอาจารย์ได้นำ ไปฝากท่าน พระครูสัทธรรมรังสีให้ เรียนหนังสือมูล กัจจายน์ ณ วัดสีหยัง (วัดสีคูยัง อ.ระโนด เวลานี้) สามเณรปู่เรียนมูลกัจจายน์อยู่กับท่าน พระครูสัทธรรมรังสี ซึ่งคณะสงฆ์ส่งท่านมา จากกรุงศรีอยุธยา ให้เป็นครูสอนวิชามูล ฯ ทางหัวเมืองฝ่ายใต้ ในสมัย นั้นมีพระภิกษุสามเณร ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมาก สามเณรปู่มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดส่อ นิสัยปราชญ์มาแต่กำเนิด ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชามูล ฯ อยู่ไม่นานก็สำเร็จ เป็นที่ชื่นชม ของอาจารย์เป็นอย่างมาก เมื่อสามเณร ปู่เรียนจบวิชามูล ฯ แล้วได้กราบ ลาพระอาจารย์ไปเรียนต่อ ยังสำนัก พระครูกาเดิม ณ วัดสีเมือง เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อครบอายุบวช พระครูกาเดิมผู้เป็น อาจารย์จัดการ อุปสมบทให้เป็น ภิกษุในพุทธศาสนา ทำญัติอุปสมบทให้ฉายาว่า "สามีราโม" ณ สถานที่คลองแห่งหนึ่งโดยเอาเรือ ๔ ลำ มาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ ต่อมาคลองแห่งนั้น มีชื่อเรียกกันว่าคลอง ท่าแพจนบัดนี้ พระภิกษุปู่เรียนธรรม อยู่สำนัก พระครูกาเดิม ๓ ปี ก็เรียนจบชั้นธรรมบท บริบูรณ์พระภิกษุปู่ได้กราบ ลาพระครูกาเดิมจาก วัดสีมาเมืองกลับ ภูมิลำเนาเดิม

 เหยียบน้ำทะะเลจืด

ต่อมาได้ขอโดยสาร เรือสำเภาของ นายอินทร์ลงเรือ ที่ท่าเมืองจะทิ้งพระจะ
ไปกรุงศรีอยุธยา พระนคร หลวงเพื่อศึกษาเล่าเรียน ธรรมเพิ่มเติมอีก เรือสำเภาใช้ใบแล่น ถึงเมือง นครศรีธรรมราช นายอินทร์เจ้าของเรือ ได้นิมนต์ขึ้นบก ไปนมัสการพระบรมธาตุตาม ประเพณีชาวเรือเดิน ทางไกลซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ๆ เพื่อขอความสวัสดี ต่อการเดินทาง ทาทะเล แล้วพากัน ลงเรือสำเภา ที่คลองท่าแพ เรือสำเภา ใช้ใบสู่ทะเลหลวง เรียบร้อยตลอดมา เป็นระยะทาง ๓ วัน ๓ คืน วัน หนึ่งท้องทะเลฟ้าวิปริตเกิดพายุ ฝนตกมืดฟ้ามัวดินคลื่น คนองเป็นคลั่งเรือจะ แล่นต่อไปไม่ได้จึงลดใบ ทอดสมอสู้คลื่นลมอยู่ถึง ๓ วัน ๓ คืน จนพายุสงบเงียบ ลงเป็นปกติ แต่เหตุการ บนเรือสำเภาเกิดความ เดือดร้อนมาก เพราะน้ำจืดที่ลำเลียงมาหมดลง คนเรือไม่มีน้ำจืดดื่มและหุง ต้มอาหารนายอินทร์เจ้า ของเรือ เป็นเดือดเป็นแค้น

ในเหตุการณ์ครั้งนั้น หาว่าเป็นเพราะ พระภิกษุปู่พลอยอาศัย
มาจึงทำให้เกิดเหตุร้าย ซึ่งตน ไม่เคยประสบเช่นนี้มา แต่ก่อนเลย ผู้บันดาลโทสะ ย่อมไม่รู้จักผิดชอบฉันใด นายเรือคนนี้ก็ฉันนั้น เขาจึงได้ไล่ให้ พระภิกษุปู่ลงเรือ ใช้ให้ลูกเรือนำ ไปขึ้นฝั่งหมาย จะปล่อยให้ท่านไป ตามยะถากรรม ขณะที่พระ ภิกษุปู่ลงนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านได้ยื่นเท้าลงเหยียบน้ำทะเล แล้วบอกให้ลูกเรือคน นั้นตักน้ำขึ้นดื่มกินดู ปรากฏว่าน้ำทะเลที่เค็มจัด ตรงนั้นแปร สภาพเป็นน้ำที่มีรส จืดสนิท ลูกเรือคนนั้นจึงบอกขึ้น ไปบนเรือใหญ่ให้ เพื่อนทราบ พวกกะลาสีบนเรือ ใหญ่จึงพากันตักน้ำ ทะเลตรงนั้นขึ้นไป ดื่มแก้กระหาย พากันอัศจรรย์ ในอภินิหารของ พระภิกษุหนุ่มยิ่งนัก ความทราบถึง นายอินทร์เจ้าของเรือจึง ได้ดื่มน้ำพิสูจน์ดูปรากฏว่า น้ำทะเล ที่จืดนั้นมีบริเวณ อยู่จำกัดเป็นวงกลม ประมาณเท่าล้อ เกวียนนอกนั้น เป็นน้ำเค็ม ตามธรรมชาติของทะเล จึงสั่งให้ลูกเรือตัก น้ำในบริเวณ นั้นขึ้นบรรจุ ภาชนะไว้บนเรือจนเต็ม นายอินทร์และ ลูกเรือได้ประจักษ์ใน อภินิหารของท่านเป็นที่ อัศจรรย์เช่นนั้น ก็เกิดความ หวาดวิตกภัยภิบัติที่ ตนได้กระทำ ไว้ต่อท่านจึง ได้นิมนต์ให้ท่านขึ้น บน เรือใหญ่

...............................................................................................
อ่านต่อหน้าต่อไป »
...............................................................................................


กระดานข่าว 10 กระทู้ล่าสุด :

 
กระทู้ที่.
ชื่อเรื่อง
อ่าน/ตอบ
วัน
21 36/1 26-07-2553
20 113/0 28-04-2553
19 95/0 21-04-2553
18 161/0 21-04-2553
16 134/0 21-04-2553
15 121/0 21-04-2553
14 203/0 20-04-2553
12 806/0 18-04-2553
11 218/0 17-04-2553
10 238/2 17-04-2553
9 269/0 17-04-2553
8 139/0 16-04-2553
6 329/0 16-04-2553
ดูกระทู้ทั้งหมด >>
.....
โชว์พระ

หลวงพ่อทวด


เนื้อว่านขาว

เนื้ออัลปาก้า

เนื้อว่านขาว


 
ประวัติพระเกจิ
 
 • หลวงพ่อแดงเกาะสมุย
 • สมเด็จพระพุฒาจารย์โต


 
คาถา บทสวด

  • บทแผ่เมตตา ของหลวงพ่อทวด 
  • ประวัติเมือง ปัตตานี
 
 
 
 
 
 
 

" หลวงพ่อทวด "

พูดมาก เสียมาก       พูดน้อย เสียน้อย      ไม่พูด ไม่เสีย       นิ่งเสีย โพธิสัตว์


หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี
ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม "หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "
คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา
ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125
ชาติภูม บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา
บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี
อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี
มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225
สิริรวมอายุได้ 99 ปี


คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่ทวด


ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก    พูดน้อย เสียน้อย     ไม่พูด ไม่เสีย     นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน
ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได ้
แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์
การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ
จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด
ในการที่เราเกิดมา   ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย   แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด
แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น

ยึดจึงเดือดร้อน
ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน   เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ   ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

ธรรมารมณ์

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง
อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน   เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส   เสียใจน้อยใจ   เป็นทุกข์

อยู่ให้สบาย

ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด   อยู่กันอย่างไม่ยินดี   อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ   เหนือนินทา   เหนือความผิดหวัง   เหนือความสำเร็จ   เหนือรัก   เหนือชัง

กรรม
ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์   มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน   ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ   ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ   ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก   เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้   พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ   ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

ศิษย์แท้
พิจารณากายในกาย   พิจารณาธรรมในธรรม   พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ
นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง
ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ   เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล   ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว   เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ
การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์
จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา
คนเรานี้   ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว   จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้น   ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ   ศีล   สมาธิ   ปัญญา     ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค
ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ   จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา   การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก
นี่คือเรื่องของนามธรรม

มีสติพร้อม
จะทำสิ่งใดก็ตาม   เราต้องมีสติพร้อม
คือ อย่าให้มีโทสะ   อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง

ทำด้วยใจสงบ
เราจะทำบุญก็ดี   เราจะทำอะไรก็ดี   จงทำด้วยความสงบ
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น   มันจะพาเราไปสู่หายนะ
เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน   เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   จงอย่าทำ
นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน   เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว   จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

เตือนมนุษย์

มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีง านทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก    มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า

พิจารณาตัวเอง
คืนหนึ่งก็ดี   วันหนึ่งก็ดี   ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า   ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง   คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้   มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด   ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง
คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

.....ธรรมะของหลวงปู่ทวด.....คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน
-----------------------------------------------------------------------------------------
ข่าวเด่นวันนี้

 


หลวงพ่อทวด

วัดช้างให้  ปัตตานี

นะโม โพธิสัตโต อาคันติ มายะ อิติภะคะวา



วัดช้างให้

ประวัติวัด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี

วัดราษฎร์บูรณะ หรือวัดช้างให

ตั้งอยู่ที่ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ชิดกับทางรถไฟสายใต้ วัดช้างให้สร้างขึ้นเมื่อใด ใครเป็นคน สร้างครั้งแรกก็ยังหาหลักฐาน แน่นอน ไม่ได้ มากนัก ก็พอจะอ้างอิงตาม หนังสือตำนาน เมืองปัตตานีได้บ้าง ซึ่งหนังสือตำนานเมือง ปัตตานีรวบรวม โดย พระศรีบุรีรัฐพิพิธ ดังบทความ ตอนหนึ่งว่า สมัยพระยาแก้มดำเจ้าเมือง ไทรบุรีปรารถนา ต้องการจะหาที่ เพื่อที่จะสร้างเมืองให้ “เจ๊ะสิตี” น้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดีได้เวลา ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยงสัตย์อธิฐาน ปล่อย ช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่เมืองออกเดิน ป่าหรือเรียกว่า “ช้างอุปการ” เพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมืองท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวารเดินตาม หลังช้างนั้นไป เป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่งช้างได้เดินไป หยุดอยู่ ณ ที่ป่าแห่งหนึ่ง (ที่วัดช้างให้ขณะนี้)

แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น 3 ครั้งพระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตที่ดีจะ สร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้ แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิษฐานให้ ช้างดำเนินหา ที่ใหม่ต่อไป ได้เดินรอนแรมหลายวัน เวลาตกเย็น วันหนึ่งก็หยุดพักพลบริวาร น้องสาวถือโอกาสออกจาก ที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะ นั้นมีกระจง สีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไปนางอยากจะได้กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ล้อมจับ กระจงตัวนั้นได้วิ่งวกไปเวียนมาบน หาดทรายอัน ขาวสะอาดริมทะเล ( ตำบล กือเซะ) ทันใดนั้น กระจงก็ได้อันตรธานหายไป นางเจ๊ะสิตี รู้สึกชอบที่ตรงนี้มากจึงขอ ให้พี่ชายสร้างเมืองให้ เมื่อพระยาแก้มดำปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวารให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองปะตานี” ( หรือเรียกว่าปัตตานี ในขณะนี้) [ อ่านประวัติ เพิ่มเติม ]



แผนที่วัดช้างให้ จ.ปัตตานี

แผนที่วัดช้างให้ ปัตตานี
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

คาถาบูชาหลวงพ่อทวด

นะโม 3 จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สวดบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุธธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ

คาถาบูชาหลวงปู่ทวด
นะโม โพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติภะคะวา

ภาวนาก่อนนอนและ ก่อนเดินทาง แคล้วคลาด ปลอดภัย

 

เชิญสั่งจองพระหลวงพ่อทวดวัดช้างให้
รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ ๔๙



เชิญสั่งจองพระ หลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ ๔๙

การเช่าบูชาพระหลวงพ่อทวดทางไปรษณีย์ ส่งเป็นธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม พระสุนทรปริยัติวิธาน ปณ.นาประดู่ แล้วส่งธนาณัติพร้อมทั้งรายการพระหลวงพ่อทวด ที่ต้องการเช่าบูชา มาที่.. พระสุนทรปริยัติวิธาน วัดช้างให้ ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี 94180

ค่าจัดส่ง ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของ พระที่เช่าบูชา ถ้าเช่าบูชาไม่มากนัก ค่าจัดส่งก็ประมาณ 50 - 70 บาท เป็นต้น ทางวัดไม่รับธนาณัติออนไลน์

สอบถามเพิ่มเติม วัดช้างให้ โทร.073-358586 สำหรับค่าจัดส่งพระทาง EMS พระบูชา 3 - 4 นิ้ว ค่าจัดส่ง 80 บาท พระบูชา 5 นิ้ว ค่าจัดส่ง 150 บาท พระบูชา 6 นิ้ว ค่าจัดส่ง 180 บาท [รายละเอียดเพิ่มเติม]

ข้อมูลจาก : http://www.watchanghai.com
 
   
     
Privacy Policy
  Link Exchange :
http://www.luangpohtuad.org 
 
          หน้าทอนถนนคนเดิน++nathon walking street
หน้าทอนถนนคนเดิน
Page Ranking Tool  
©2009 Luangpohtuad.ORG Allright Rights Reserved.