ี ประวัติ หลวงพ่อทวด
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทย
ทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์ สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย ์และ อภิญญาแก่กล้า จนได้สมญาว่า
“หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกัน มาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อน และขยายวงกว้างออก ไปกลายเป็นความเชื่อ ความศรัทธาอย่างฝังใจ
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ
เรื่องราวต่อไปนี้ ผู้เขียนได้รวบรวม จากหนังสือ อ้างอิงหลายเล่ม ทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ หนังสือและ เอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวด คือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้าง คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและ พระศาสนา ไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจ แก่อนุชน รุ่นหลังสืบไป
มีการล่ำลือกันมาหลายร้อยปีว่า ในดินแดนทาง ภาคใต้นั้นมีพระภิกษุ ชั้นสมเด็จใหญ่อยู่ถึง 4 องค์
1. สมเด็จเจ้าเกาะยอ
2. สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่
3. สมเด็จเจ้าจอมทอง
4. สมเด็จเจ้าพะโคะ
ประวัติโดยพิศดารของ หลวงพ่อทวด(สมเด็จพะโคะ)
ประวัติหลวงพ่อทวด
ได้คัดลอกจากประวัติหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เวปไซต์ http://www.watchanghai.com เพื่อ ร่วมประกาศ ชื่อเสียงพระเดช พระคุณท่านสมเด็จเจ้า พะโคะและเล่าขานตำนาน ศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อทวดต่อไป ตามตำนาน กล่าวไว้ว่า สมเด็จเจ้าพะโคะองค์นี้ได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระราช มุณีสามีรามคุณูปมาจารย์" จากสมเด็จพระมหาธรรมราชา สมัยพระองค์ ครองกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีและกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ชาตะ วันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๒๕ บิดาชื่อตาหู มารดาชื่อ นางจันทร์ มีอายุมากแล้วจึงคลอดบุตรเป็น ชายชื่อเจ้าปู่ และได้คลอดบุตรคน นี้ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ (อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ในเวลานี้) ตาหู นางจันทร์ เป็นคนยากจน ได้อาศัยอยู่กับ คหบดีผู้หนึ่งซึ่ง ไม่ปรากฏนาม สองสามีภรรยาเป็นผู้ตั้งมั่น อยู่ในศีลธรรม เมื่อนางจันทร์ออกจากการอยู่ไฟ เนื่องจากการคลอดบุตร แล้ว วันหนึ่งนางจันทร์ ได้อุ้มลูกน้อย พร้อมด้วยสามีออกไปทุ่งนา เพื่อช่วยเก็บข้าว ให้แก่เจ้าของบ้านที่พลอยอาศัย ครั้นถึงทุ่งนาได้เอา ผ้าผูกกับต้นเหม้าและต้นหว้า ซึ่งขึ้นอยู่ใกล้กันให้ลูกนอน แล้วพากัน ลงนาเก็บเกี่ยวข้าวต่อไป
อัศจรรย์ทารก
ขณะที่สองผัวเมีย กำลังเก็บเกี่ยวข้าวอยู่นั้น นางจันทร์ได้เป็น
ห่วงลูกและได้เหลียวมามองที่เปล ปรากฎว่ามีงูบองตัวโตกว่าปกติ ได้ขดตัวรวบรัด เปลที่เจ้าปู่นอน สองสามีภรรยาตกใจร้องหวีดโวย วายขึ้นเพื่อนชาวนาที่เกี่ยว ข้าวอยู่ใกล้เคียงก็รีบพากันวิ่งมาดู แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถ ช่วยอะไร ได้งูใหญ่ตัวนั้น เห็นคนเข้าใกล้ก็ชูศรีษะสูงขึ้น ส่งเสียงขู่คำรามดัง อย่างน่ากลัวจึงไม่มีใคร กล้าเข้าไปใกล้เปลนั้นเลย ฝ่ายนายหู นางจันทร์ผู้ตั้งมั่นอยู่ใน บุญกุศลยืนนิ่งพินิจพิจารณาอยู่ ปรากฏว่างูใหญ่ตัวนั้นมิ ได้ทำอันตราย แก่บุตรน้อยของตนเลย จึงเกิดความสงสัยว่างูบอง ใหญ่ตัวนี้น่าจะเกิดจาก เทพนิมิตรบันดาล คิดดังนั้นแล้วก็พากัน หาดอก ไม้และเก็บรวงข้าว เผาเป็นข้าวตอกนำ มาบูชาและกราบ ไหว้งูใหญ่ พร้อมด้วยกล่าวคำ สัตย์อธิษฐานขอให้ลูกน้อยปลอดภัย ในชั่วครู่นั้นงูใหญ่ก็คลาย ขนดลำตัวออกจาก เปลอันตรธานหาย ไปทันที นายหูนางจันทร์และเพื่อน พากันเข้าไปดูทารกที่ เปลปรากฏว่าเจ้าปู่ยังนอนหลับ เป็นปกติอยู่ แต่มีแก้วดวงหนึ่ง วางอยู่ที่คอในที่ลุ่ม ใต้ลูกกระเดือกแก้วดวง นั้นมีสีแสงรุ่งเรือง เป็นรัศมีหลากสี สองสามีภรรยาจึง เก็บรักษาไว้ คหบดีเจ้าของบ้าน ทราบความจึงขอแก้ว ดวงนั้นไว้เป็น กรรมสิทธิ์ตาหูนางจันทร์ก็จำใจ มอบให้ คหบดีผู้นั้นเมื่อ ได้แก้วพญางูมา ไว้เป็นสมบัติของ ตนแล้วต่อมา ไม่นานก็เกิดวิปริต ให้ความเจ็บไข้ได้ ทุกข์แก่คหบดีจน ไม่มีทางแก้ไขได้ จนถึงที่สุดคหบดีเจ้าบ้านจึงคิด ว่าเหตุร้ายที่เกิด ขึ้นครั้งนี้คง เป็นเพราะ ยึดดวงแก้วพญางูนั้น ไว้จึงให้โทษ และเกรงเหตุร้ายจะลุกลามยิ่ง ๆ ขึ้น จึงตัดสินใจ คืนแก้วดวงนั้นให้สอง สามีภรรยากลับคืนไป ต่อมาภายในบ้าน และครอบ ครัวของคหบดีผู้นั้นก็ ได้อยู่เย็นเป็นสุขตามปกติ
แก้ววิเศษ
ขณะที่นายหูนางจันทร์ ได้ครอบครอง แก้ววิเศษอยู่นั้น ปรากฏว่าเจ้าของบ้าน ก็มีความเมตตา
สงสารไม่ใช้งาน หนัก การทำมาหาเลี้ยงชีพ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นลำดับอยู่สุขสบาย ตลอดมา เมื่อกาลล่วงมานาน จนเจ้าปู่อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้นำไปถวายสมภารจวง ให้เรียนหนังสือ ณ วัดดีหลวง เด็กชายปู่ศึกษาเล่าเรียน มีความเฉลียวฉลาด ยิ่งกว่าเพื่อนคนใด ๆ เมื่อเด็กชายปู่มีอายุ ๑๕ ปี สมภารจวงผู้เป็นอาจารย์ได้บวช ให้เป็นสามเณร ต่อมาท่านอาจารย์ได้นำ ไปฝากท่าน พระครูสัทธรรมรังสีให้ เรียนหนังสือมูล กัจจายน์ ณ วัดสีหยัง (วัดสีคูยัง อ.ระโนด เวลานี้) สามเณรปู่เรียนมูลกัจจายน์อยู่กับท่าน พระครูสัทธรรมรังสี ซึ่งคณะสงฆ์ส่งท่านมา จากกรุงศรีอยุธยา ให้เป็นครูสอนวิชามูล ฯ ทางหัวเมืองฝ่ายใต้ ในสมัย นั้นมีพระภิกษุสามเณร ได้ศึกษาเล่าเรียนกันมาก สามเณรปู่มีสติปัญญา เฉลียวฉลาดส่อ นิสัยปราชญ์มาแต่กำเนิด ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชามูล ฯ อยู่ไม่นานก็สำเร็จ เป็นที่ชื่นชม ของอาจารย์เป็นอย่างมาก เมื่อสามเณร ปู่เรียนจบวิชามูล ฯ แล้วได้กราบ ลาพระอาจารย์ไปเรียนต่อ ยังสำนัก พระครูกาเดิม ณ วัดสีเมือง เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อครบอายุบวช พระครูกาเดิมผู้เป็น อาจารย์จัดการ อุปสมบทให้เป็น ภิกษุในพุทธศาสนา ทำญัติอุปสมบทให้ฉายาว่า "สามีราโม" ณ สถานที่คลองแห่งหนึ่งโดยเอาเรือ ๔ ลำ มาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ ต่อมาคลองแห่งนั้น มีชื่อเรียกกันว่าคลอง ท่าแพจนบัดนี้ พระภิกษุปู่เรียนธรรม อยู่สำนัก พระครูกาเดิม ๓ ปี ก็เรียนจบชั้นธรรมบท บริบูรณ์พระภิกษุปู่ได้กราบ ลาพระครูกาเดิมจาก วัดสีมาเมืองกลับ ภูมิลำเนาเดิม
เหยียบน้ำทะะเลจืด
ต่อมาได้ขอโดยสาร เรือสำเภาของ นายอินทร์ลงเรือ ที่ท่าเมืองจะทิ้งพระจะ
ไปกรุงศรีอยุธยา พระนคร หลวงเพื่อศึกษาเล่าเรียน ธรรมเพิ่มเติมอีก เรือสำเภาใช้ใบแล่น ถึงเมือง นครศรีธรรมราช นายอินทร์เจ้าของเรือ ได้นิมนต์ขึ้นบก ไปนมัสการพระบรมธาตุตาม ประเพณีชาวเรือเดิน ทางไกลซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ๆ เพื่อขอความสวัสดี ต่อการเดินทาง ทาทะเล แล้วพากัน ลงเรือสำเภา ที่คลองท่าแพ เรือสำเภา ใช้ใบสู่ทะเลหลวง เรียบร้อยตลอดมา เป็นระยะทาง ๓ วัน ๓ คืน วัน หนึ่งท้องทะเลฟ้าวิปริตเกิดพายุ ฝนตกมืดฟ้ามัวดินคลื่น คนองเป็นคลั่งเรือจะ แล่นต่อไปไม่ได้จึงลดใบ ทอดสมอสู้คลื่นลมอยู่ถึง ๓ วัน ๓ คืน จนพายุสงบเงียบ ลงเป็นปกติ แต่เหตุการ บนเรือสำเภาเกิดความ เดือดร้อนมาก เพราะน้ำจืดที่ลำเลียงมาหมดลง คนเรือไม่มีน้ำจืดดื่มและหุง ต้มอาหารนายอินทร์เจ้า ของเรือ เป็นเดือดเป็นแค้น
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น หาว่าเป็นเพราะ พระภิกษุปู่พลอยอาศัย
มาจึงทำให้เกิดเหตุร้าย ซึ่งตน ไม่เคยประสบเช่นนี้มา แต่ก่อนเลย ผู้บันดาลโทสะ ย่อมไม่รู้จักผิดชอบฉันใด นายเรือคนนี้ก็ฉันนั้น เขาจึงได้ไล่ให้ พระภิกษุปู่ลงเรือ ใช้ให้ลูกเรือนำ ไปขึ้นฝั่งหมาย จะปล่อยให้ท่านไป ตามยะถากรรม ขณะที่พระ ภิกษุปู่ลงนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านได้ยื่นเท้าลงเหยียบน้ำทะเล แล้วบอกให้ลูกเรือคน นั้นตักน้ำขึ้นดื่มกินดู ปรากฏว่าน้ำทะเลที่เค็มจัด ตรงนั้นแปร สภาพเป็นน้ำที่มีรส จืดสนิท ลูกเรือคนนั้นจึงบอกขึ้น ไปบนเรือใหญ่ให้ เพื่อนทราบ พวกกะลาสีบนเรือ ใหญ่จึงพากันตักน้ำ ทะเลตรงนั้นขึ้นไป ดื่มแก้กระหาย พากันอัศจรรย์ ในอภินิหารของ พระภิกษุหนุ่มยิ่งนัก ความทราบถึง นายอินทร์เจ้าของเรือจึง ได้ดื่มน้ำพิสูจน์ดูปรากฏว่า น้ำทะเล ที่จืดนั้นมีบริเวณ อยู่จำกัดเป็นวงกลม ประมาณเท่าล้อ เกวียนนอกนั้น เป็นน้ำเค็ม ตามธรรมชาติของทะเล จึงสั่งให้ลูกเรือตัก น้ำในบริเวณ นั้นขึ้นบรรจุ ภาชนะไว้บนเรือจนเต็ม นายอินทร์และ ลูกเรือได้ประจักษ์ใน อภินิหารของท่านเป็นที่ อัศจรรย์เช่นนั้น ก็เกิดความ หวาดวิตกภัยภิบัติที่ ตนได้กระทำ ไว้ต่อท่านจึง ได้นิมนต์ให้ท่านขึ้น บน เรือใหญ่
...............................................................................................
อ่านต่อหน้าต่อไป »
...............................................................................................